ภาพเจ้าหน้าที่ของทางการยูเครนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบาทหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่นิติเวช กำลังร่วมกันขุด ประกอบพิธี และเก็บข้อมูลจากร่างผู้เสียชีวิตที่หลุมฝังศพหมู่ในป่าแห่งหนึ่งของเมืองอีซุม
ผู้ว่าการแคว้นคาร์คีฟรายงานว่า จนถึงเมื่อวานนี้ทางการได้ขุดร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมากว่า 146 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยบางศพมีหลักฐานว่าถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม
ในขณะที่หัวหน้าหน่วยสืบสวนของสำนักงานตำรวจแคว้นคาร์คีฟบอกว่า การระบุความเสียหายหรือร่องร่อยการถูกทำร้ายบนร่างเป็นเรื่องที่ยาก เพราะศพเหล่านี้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในโลงก่อนฝัง ทำให้กระบวนการเน่าสลายของศพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชาวเมืองอีซุมรายนี้ระบุว่า หลังจากเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ญาติของเขาถูกนำมาฝังทึ่นี่โดยไม่มีการบรรจุร่างลงในโรงศพ อย่างไรก็ดี ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือพูดถึงเกี่ยวกับประเด็นนี้
แต่ทางการยูเครนยืนยันว่าจะขุดหลุมฝังศพหมู่นี้ต่อไปเพื่อเก็บข้อมูล และรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดรัสเซียในข้อหาก่ออาชญกรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครนให้ได้
นอกจากการสำรวจและฟื้นฟูพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้ ตอนนี้ทางการยูเครนก็ยังคงเดินหน้าต่อสู้กับรัสเซียเพื่อยึดพื้นที่คืน ส่งผลให้การต่อสู้ในทุกด้านของยูเครนกลับมาดุเดือดอีกครั้ง
แผนที่สถานการณ์การสู้รบของยูเครน ทางภาคตะวันออกทางฝั่งยูเครนยึดเมืองอีซุมได้เกือบทั้งหมดแล้วและมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองลีมาน ซึ่งเป็นวงปะทะตามที่เห็นในแผนที่
นอกจากนี้ ถ้าสังเกตในแผนที่จะเห็นได้ว่าจะมีจุดสีน้ำเงินเล็ก ๆ ในหลายพื้นที่ของแคว้นลูฮันสก์ เช่นที่เมืองลิซีแชนสก์และซีเวโรโดเนตสก์ สองเมืองแฝดริมแม่น้ำโดเนตส์ ขณะที่ฝั่งรัสเซียเดินหน้ายึดเมืองบัคมุตต่อ
ถ้าขยับลงไปดูทางพื้นที่ภาคใต้จะเห็นได้ว่า ที่แคว้นเคอร์ซอนทั้งสองฝ่ายยังคงปะทะกันอย่างดุเดือด โดยยูเครนสามารถยึดพื้นที่ทางปีกตะวันออกของแคว้นคืนมาได้มากขึ้น
เริ่มที่รายละเอียดในแนวรบด้านตะวันออก เมื่อวานนี้เซอร์ฮี ไฮได หัวหน้าหน่วยทหารของแคว้นลูฮันสก์ระบุว่า ยูเครนได้ยึดพื้นที่หมู่บ้านบิโรโฮลิฟกาในแคว้นลูฮันสก์คืนมาได้แล้ว
อย่างไรก็ดี ไฮไดระบุว่าการยึดพื้นที่ในแคว้นลูฮันสก์คืนจากรัสเซียค่อนข้างยากกว่าการยึดพื้นที่ในแคว้นคาร์คีฟ
นอกจากยึดพื้นที่คืนแล้ว ทางฝั่งรัสเซียรายงานว่ายูเครนพยายามโจมตีฝั่งรัสเซียกลับด้วยเช่นกัน
เมื่อวานนี้ ( 19 ก.ย.)สำนักข่าวอาร์ไอเอ (RIA Novosti) ของรัสเซียรายงานว่ายูเครนได้ยิงขีปนาวุธจากเครื่องยิงขีปนาวุธไฮมาร์สเข้าโจมตีเขตคาดีฟกาในแคว้นลูฮันสก์ส่งผลให้อาคารอย่างน้อย 3 หลังได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ สำนักข่าวอาร์ไอเอก็ได้รายงานเช่นกันว่า ทางการยูเครนยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ในแคว้นโดเนตสก์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี อเล็กเซย์ คูเลมซิน เจ้าหน้าที่แคว้นโดเนตสก์ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัสเซียเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วยถึง 13 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 รายที่เป็นเด็ก
ถัดลงมาทางตอนใต้บริเวณแคว้นซาโปริซเซีย เมื่อวานนี้มีรายงานว่า รัสเซียได้ใช้ขีปนาวุธรุ่น S-300 โจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของแคว้นซาโปริซเซีย ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 รายเป็นหญิงชราวัย 72 ปี
หลังจากที่ยูเครนสามารถยึดแคว้นคาร์คีฟคืนมาได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด แม้ว่ากองทัพรัสเซียจะถอนทหารออกไปจากหลายพื้นที่ของยูเครนแล้ว แต่ก็ยังโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครนด้วยขีปนาวุธระยะไกล
โดยเป้าหมายในการโจมตีของรัสเซียคือระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา หรือเขื่อนกักเก็บน้ำ และเป้าหมายล่าสุดคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เมื่อวานนี้ รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเครนใต้ ที่ตั้งอยู่ที่เมืองยูชโนอูคราอินสก์ ในแคว้นมิโคลายิฟทางตอนใต้ของยูเครน
บริษัทเอเนียร์กออะตอมที่เป็นผู้ดูแลกกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครนระบุว่า ขีปนาวุธลูกดังกล่าวไปตกในพื้นที่ที่ไกลออกไปจากที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์ประมาณ 300 เมตร ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ไม่ได้รับความเสียหายและยังสามารถทำงานได้ตามปกติ
นอกจากนี้ เอเนียร์กออะตอมรายงานเพิ่มเติมว่า เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงหลุมลึกในบริเวณที่ขีปนาวุธไปตก และกระจกที่แตกจากแรงของระเบิด
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเครนใต้เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยูเครนรองจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เดินเครื่องอยู่ 3 ตัว
โดยข้อมูลจากปี 2016 รายงานว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 16,000 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง
การโจมตีของรัสเซียครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์มากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากในเวลานี้ปัญหาเรื่องการต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้
และในวันที่รัสเซียตัดสินใจโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเครนใต้ มีรายงานว่ารัสเซียได้ไปหากำลังพลเพิ่มด้วยวิธีการวิ่งรถหาอาสาสมัครไปรบ
นี่คือภาพรถบรรทุกคันดังกล่าว เป็นรถบรรทุกสีขาวตรงด้านข้างเขียนว่าจุดรับสมัครทหารแบบสัญญาจ้าง และด้านล่างระบุว่าข้อมูลเพิ่มเติมทั้งหมดอยู่บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหม
รถคันนี้จะวิ่งไปตามถนนในเมืองรอสตอฟ ซึ่งเป็นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย ไม่ไกลจากชายแดนของยูเครน เพื่อรับสมัครพลเรือนเข้ามาฝึกและไปรบในยูเครน ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1 แสนบาทต่อเดือน
โดยเซอร์เก อาร์ดาเชฟ หัวหน้าหน่วยคัดเลือกทหารระบุว่า หลังจากที่สมัครเข้ามา ผู้สมัครต้องเข้ารับการฝึกและต้องผ่านบททดสอบสามข้อที่วัดความเร็ว ความแข็งแรง และความทนทาน
หลังจากนั้น ทางหน่วยจะเตรียมออกเอกสารทางการทหารให้และจะเรียกให้เข้ามารับราชการ ก่อนจะถูกส่งไปยังหน่วยต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้
โดยในขณะที่รถเคลื่อนผ่านเมืองรอสตอฟก็มีประชาชนบางส่วนให้ความสนใจ เพราะอยากเป็นทหารเพื่อปกป้องประเทศรัสเซีย