ในการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ที่จัดขึ้นในเมืองซามาร์คันด์ ประเทศอุซเบกิสถาน ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายนนี้
สองผู้นำที่ถูกจับตาคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทั้งคู่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกัน
แต่ที่ถูกจับตาก็เพราะ การพบกันครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ปกติ เนื่องจากรัสเซียถูกคว่ำบาตรจากการบุกยูเครน และขั้วอำนาจของโลกกำลังแบ่งออกเป็นฝ่ายตะวันออกและตะวันตกชัดขึ้นเรื่อยๆ
ผู้นำทั้งสองถ่ายภาพร่วมกันก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมบนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่ทั้งผู้นำจีนและรัสเซียนั่งเว้นระยะห่างกัน แต่อยู่ตำแหน่งตรงข้ามกันของโต๊ะ
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บอกกับผู้นำรัสเซียว่า จีนยินดีสนับสนุนรัสเซีย พร้อมร่วมมือกับรัสเซียในการเป็นชาติมหาอำนาจ เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าและมั่นคงท่ามกลางความวุ่นวาย
อย่างไรก็ตามรายงานจากสำนักข่าว CCTV ของจีนระบุว่า ในการพบกันครั้งนี้ผู้นำจีนไม่ได้เอ่ยถึงสงครามยูเครนออกมาตรงๆ เช่นเดียวกับท่าทีที่ผ่านมา ซึ่งจีนไม่เคยประณามหรือใช้คำว่ารุกรานในการนิยามสิ่งที่รัสเซียทำกับยูเครน
สารที่จีนสื่อออกมามีเพียงแค่ จีนพร้อมสนับสนุนรัสเซียบนเงื่อนไขที่จีนได้ผลประโยชน์ผ่านความร่วมมือด้านต่างๆ
ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวขอบคุณจีนที่รักษาท่าทีได้อย่างสมดุลต่อวิกฤตยูเครน พร้อมกันนั้นยังระบุด้วยว่า ตัวเขาเข้าใจที่รัฐบาลปักกิ่งยังคงมีความกังวลและข้อสงสัยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัวเขาจะใช้เวทีนี้ในการอธิบายจุดยืนตลอดจนสถานะของรัสเซียในวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
และยังยืนยันการสนับสนุนจีนด้วยว่า รัสเซียยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ดังนั้นรัสเซียขอประณามความพยายามของสหรัฐฯ ที่ยั่วยุและทำลายความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน
ภาพรวมนอกเหนือจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดแล้ว ผู้นำทั้งสองชาติยังมีอุดมการณ์คล้ายกันคือ ต้องการเห็นชาติของตนกลับมายิ่งใหญ่แบบในอดีต และมองว่าชาติตะวันตกเป็นอุปสรรคตลอดจนภัยคุกคาม
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ จีนเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบรัสเซีย เนื่องจากการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกทำให้รัสเซียหันมาพึ่งพาจีนมากขึ้นในฐานะประเทศที่รัสเซียใช้ส่งออกสินค้าและพลังงาน และขณะนี้รัสเซียยังไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่าจีน
แต่ขณะเดียวกันจีนไม่สามารถทุ่มเต็มร้อยเพื่อรัสเซียได้ เนื่องจากจีนยังคงต้องค้าขายกับชาติตะวันตก รวมถึงที่ผ่านมาการดำเนินสงครามในยูเครนเองรัสเซียก็ไม่ได้รุกคืบได้ดีนัก ดังนั้นท่าทีของจีนจึงเป็นไปอย่างสงวนท่าทีและระมัดระวัง
สำนักข่าวรอยส์เตอร์รายงานตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่า รัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากเพียงใด โดยระบุว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัสเซียกลายมาเป็นประเทศส่งออกน้ำมันมายังจีนอันดับหนึ่ง โดยน้ำมันจากรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 19 จากการนำเข้าน้ำมันจากต่างชาติทั้งหมดของจีน
ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ จีนนำเข้าจากรัสเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เช่นกัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ด้วยราคาพลังงานที่ถูกกว่าชาติอื่นๆ การที่จีนหันมานำเข้าพลังงานจากรัสเซียมากขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินว่าจีนสามารถประหยัดเงินได้มากถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนในด้านความมั่นคง ภาพการบุกของรัสเซียช่วยฉายภาพให้จีนเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาคิดบุกไต้หวัน และทำอย่างไรจึงจะไม่เดินเกมผิดพลาดแบบรัสเซีย
ดังนั้นแล้วในเวลานี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติจึงถูกเปรียบเทียบว่า รัสเซียเป็น Hat in Hand ของจีน แต่กระนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จีนยังคงยืนยันว่าจะสนับสนุนรัสเซียต่อไป
นอกเหนือจากประเด็นที่กล่าวมา มีประเด็นน่าสนใจอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้นำรัสเซียกล่าวพาดพิงถึงชาติตะวันตกระหว่างการประชุม โดยระบุว่า เขาไม่เห็นด้วยกับใครก็ตามที่พยายามสร้างโลกให้มีขั้วอำนาจเพียงขั้วเดียว
เป็นการกล่าวในเวทีสำคัญ เพราะ SCO Summit แม้จะเป็นการประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ก็มักถูกเปรียบเทียบว่า เป็นขั้วตรงข้ามของนาโต เสมือน SCO เป็นพันธมิตรชาติตะวันออก ในขณะที่นาโตเป็นกลุ่มพันธมิตรชาติตะวันตก