สุนัขจรจัดอาจเป็นปัญหาในหลาย ๆ ประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ และแก้ไขปัญหาเพื่อความสงบสุขและสะอาดเรียบร้อยบนท้องถนน แต่ไม่ใช่สำหรับในตุรกี ประเทศนี้เปรียบเสมือนบ้านของพวกสัตว์เร่รอน โดยเฉพาะในอิสตินบูล เมืองที่ผู้คนเป็นมิตรและอาศัยร่วมกับสัตว์เร่ร่อนอย่างปรองดอง
อย่างไรก็ตาม สุนัขจรจัดไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะยอมรับได้ เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้เริ่มมีการถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้น และยิ่งเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีรายงานคนถูกสุนัขทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสช่วงต้นปีที่ผ่านมา
สุนัขจรจัดที่เดินไปมาอย่างอิสระเสรี เป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในประเทศตุรกี โดยเฉพาะในนครอิสตันบูล ที่นี้ไม่เพียงโดดเด่นในด้านการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากโลกตะวันออกและตะวันตก แต่เรื่องที่ขึ้นชื่อคือการที่ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์เร่ร่อนได้อย่างกลมเกลียว
จนถูกนำไปสร้างภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างผู้คนและแมวจรในปี 2016 ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์เชิงบวก จนอิสตันบูลถูกขนานนามว่าเมืองแห่งแมวจร
ถัดมาอีก 2 ปี จึงเป็นคราวของสุนัขเร่ร่อนที่ได้เป็นตัวเอกในการถ่ายทอดเรื่องราวและสะท้อนภาพสังคมตุรกีของการอยู่ร่วมกับสัตว์จรเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงปีที่ผ่านมา สุนัขจรจัดกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้น หลังเริ่มมีรายงานว่าผู้คนถูกสุนัขทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส นั่นทำให้ชาวตุรกีส่วนหนึ่งเริ่มออกมาเรียกร้องมาตรการขั้นเด็ดขาดจากรัฐบาลเพื่อจัดการกับสุนัขจรจัดที่ดุร้ายและมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน
ประเด็นนี้เริ่มดุเดือดมากขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ "Havrita" ซึ่งจะแสดงตำแหน่งของสุนัขเร่ร่อนตามเมืองต่าง ๆ ในตุรกี เพื่อป้องกันและเตือนให้ผู้คนระมัดระวังสุนัขจรจัดในบริเวณดังกล่าว หลังเปิดตัวแอปและเว็บไซต์ดังกล่าวได้ไม่นาน เริ่มมีรายงานสุนัขจรจัดถูกฆ่าและถูกวางยานับสิบตัว อย่างในเมืองอัลตายา มีรายงานสุนัขราว 30 ตัวถูกฆ่า นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์และคนที่ให้อาหารสัตว์จรจัดก็ตกเป็นเป้าโจมตีเช่นกัน
องค์กรพิทักษ์สัตว์ในตุรกีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่อต้นกันยายนที่ผ่านมา ศาลได้ตัดสินใจที่จะสั่งระงับการเข้าถึงแอปและเว็บไซต์ดังกล่าว
ผลการตัดสินดังกล่าวจึงสร้างความไม่พอใจต่อผู้คนบางกลุ่มที่ยังกังวลถึงอันตรายของสุนัขจรจัดเหล่านั้น แต่องค์กรพิทักษ์สัตว์ หรือบรรดาผู้รักสัตว์รู้สึกพอใจกับผลตัดสินดังกล่าว เพราะพวกเขามองว่าแอปและเว็บไซต์นี้สร้างความเกลียดชังต่อสัตว์และอาจสร้างความเข้าใจผิดๆ ต่อผู้คนว่าการฆ่าสัตว์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
วัฒนธรรมนี้ถูกปฏิบัติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ตุรกีมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์เหล่านี้และเป็นประเทศเดียวที่การการุณยฆาตสัตว์ และการกักขังสุนัขจรจัดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาที่กำลังสร้างความกังวลให้กับคนบางกลุ่มในสังคมคือจำนวนสุนัขจรจัดที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจะพยายามนำสัตว์จรจัดไปฉีดวัคซีน ทำหมัน ฝังชิปลงทะเบียน และพากลับไปยังแหล่งที่อยู่เดิมของพวกมัน รวมถึงองค์กรพิทักษ์สัตว์ก็เป็นอีกหน่วยงานที่พยายามควบคุมปริมาณสุนัขเร่ร่อน แต่การควบคุมการเจริญพันธุ์ของสุนัขจรจัดเป็นเรื่องยาก เพราะสุนัขจรจัดมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้าน
รัฐบาลตุรกีจึงพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการได้นำสุนัขจรจัดไปยังสถานที่ที่ทางการจัดเตรียมไว้ แต่สุดท้ายวิธีแก้ปัญหานี้ของรัฐบาลต้องยกเลิกไป เนื่องจากถูกคัดค้านจากองค์กรพิทักษ์สัตว์และนักเคลื่อนไหว เพราะพวดเขามองว่า สัตว์ที่ถูกส่งไปที่นั่นจะถูกฆ่าหรือปล่อยให้อดอาหารจนตาย แม้ทางการจะยืนยันว่า สภาพแวดล้อมที่ส่งไปนั้นสะอาดและปลอดภัย
ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์ยืนยันว่า วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการทำหมันและนำพวกมันกลับมาปล่อยในสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยอยู่ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็แย้งว่า การนำสัตว์เร่ร่อนที่แม้จะถูกทำหมันแล้ว กลับมาปล่อยที่เดิมนั้นไม่ได้ทำให้ภัยคุกคามต่อผู้คนหายไป ทั้งนี้ ผลการสำรวจที่จัดทำโดยกระทรวงกิจการภายในตุรกีเผยว่า ชาวตุรกีส่วนใหญ่ไม่คิดว่าสัตว์เร่รอนเป็นอันตรายต่อผู้คน มีประชากรตุรกีเพียงร้อยละ 34.3 เท่านั้นที่มองว่าสัตว์จรจัดเป็นภัยคุกคาม ในขณะที่ ร้อยละ 45.1 ไม่รู้สึกว่าสัตว์เหล่านี้เป็นอันตราย
ผลสำรวจยังเผยว่า มีประชากรตุรกีร้อยละ 61.8 ไม่เคยถูกสัตว์จรจัดทำร้ายเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ ราวร้อยละ 39.3 กล่าวว่าสุนัขจรจัดควรถูกพาไปยังศูนย์พักพิง ในขณะที่ร้อยละ 45.1 กล่าวว่าควรนำพวกมันไปยังแหล่งพักพิงเดิม เห็นได้ว่า คนตุรกีส่วนใหญ่ยังคงยอมรับสุนัขจรจัดและอยากให้พวกมันเป็นอิสระในสังคม แต่เรื่องก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป เมื่อความเห็นของคนในสังคมที่มีต่อสุนัขจรจัดยังขัดแย้งกัน