ภาพการพบกันระหว่างรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กมลา แฮร์ริส กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยุน ซอกยอล ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโซลวันนี้ (29 ก.ย.)
มีรายงานว่า ผู้นำทั้งสองจะหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามของเกาหลีเหนือในกรณีทดสอบขีปนาวุธ และคาดว่าจะมีการหารือเรื่องสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ไปจนถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และประเด็นระดับภูมิภาคอื่นๆ
จากนั้น รองปธน. แฮร์ริส ได้เดินทางไปยังเขตปลอดทหารหรือ DMZ เขตแดนที่กั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และเป็นจุดที่มีการคุ้มกันและเสริมกำลังทหารมากที่สุดแห่งหนึ่ง
การมาเยือนเขต DMZ เป็นเสมือนจุดมุ่งหมายของผู้นำ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตปธน.โรนัลด์ แรเกน และล่าสุดคือแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐฯ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะยืนหยัดและปกป้องเกาหลีใต้จากภัยคุกคามใดๆ โดยเฉพาะจากเกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ การมาเยือนของรองปธน.สหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว ครั้งแรกคือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธจากภาคพื้นมุ่งไปยังทะเลตะวันออกของเกาหลีเหนือ เพื่อตอบโต้การซ้อมรบประจำปีของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่น่านน้ำทางตะวันออกของเกาหลีใต้ และครั้งที่ 2 คือเมื่อวานนี้ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธจากภาคพื้นไปยังทะเลตะวันออกอีกครั้ง ก่อนที่รองปธน. แฮร์ริสจะเดินทางมายังเกาหลีใต้แค่วันเดียว
โดยคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ กล่าวว่า การยั่วยุของเกาหลีเหนือจะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับความสามารถในการยับยั้งและตอบโต้ของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และยิ่งทำให้เกาหลีเหนือแยกตัวออกจากประชาคมระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้ สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธเพิ่มขึ้น และล่าสุดประกาศว่าตนว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์รวมถึงตัดความเป็นไปได้ในการเจรจา เพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้การเจรจาเพื่อปลดอาวุธกับเกาหลีใต้เป็นไปได้ยากกว่าเดิม
ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเดินหน้าทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด แม้จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการป้องกันตัวเองจากบรรดาประเทศมหาอำนาจและชาติคู่อริ
ด้านสหรัฐฯนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และยืนยันมาโดยตลอดว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องจำเป็นมากและมีหลายครั้งที่สหรัฐฯ พยายามตอบโต้การกระทำของเกาหลีเหนือ
ทั้งการทดสอบขีปนาวุธเมื่อต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา การส่งกองกำลังทหารประจำการอยู่ในเกาหลีใต้อยู่ราว 28,500 นาย และจัดการซ้อมรบประจำปีร่วมกับเกาหลีใต้ เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของกำลังทหารของทั้งสองประเทศ และสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
ขณะที่ รองปธน. แฮร์ริส ได้กล่าวประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นโครงการอาวุธผิดกฎหมาย ที่คุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเดินทางมายังเกาหลีใต้เพื่อหารือกับประเด็นดังกล่าว
ด้านเกาหลีใต้ ปธน. ยุน ซอกยอล ที่พึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม มีนโยบายแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือมากกว่าอดีตประธานาธิบดีมุน แจอิน ที่ต้องการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับเกาหลีเหนือ
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้คาดว่า เกาหลีเหนือทำอุโมงค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการทดสอบขีปนาวุธใกล้เสร็จสิ้นแล้ว
ด้านสมาชิกสภานิติบัญญัติกล่าวว่าเกาหลีเหนืออาจจะทำการทดสอบขีปนาวุธอีกครั้ง หลังสิ้นสุดการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 16 ต.ค. และก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.