นักเรียนหญิงอิหร่าน ถอดฮิญาบ-ปลดรูปผู้นำ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความปั่นป่วนในสังคมอิหร่านยังไม่ยุติ เมื่อประชาชนยังคงประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อการเสียชีวิตของ ‘มาห์ซา อามินี’ หญิงสาววัย 22 ปีที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุคลุมเครือหลังถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมด้วยข้อหาสวมฮิญาบไม่เหมาะสม ล่าสุด การประท้วงที่ดำเนินมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ได้ลุกลามไปถึงในโรงเรียนมัธยม เมื่อนักเรียนหญิงจำนวนมากพากันถอดฮิญาบ เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการตายของอามินีและต่อต้านผู้นำสูงสุดอิหร่าน

หนึ่งในคลิปการประท้วงของนักเรียนหญิงอิหร่านที่ถูกแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นเด็กนักเรียนหญิงในเมืองซานันดาจ จังหวัดเคอร์ดิสถานของอิหร่าน ที่ถอดฮิญาบหรือผ้าคลุมผมออกมาโบกไปมา พร้อมกับที่มีเสียงตะโกนว่า “อย่ากลัว เราอยู่เคียงข้างกัน”

นี่ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านกฎหมายบังคับสวมฮิญาบในที่สาธารณะ และต่อต้านทางการอิหร่านต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเลยเถิด

3 นักวิทย์คว้า "โนเบลฟิสิกส์" วางรากฐานควอนตัมยุคใหม่

คนสนิทปูตินเตรียมส่งลูกชายวัย 14-16 ปีของตัวเอง ไปรบที่แนวหน้าในยูเครน

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีรายงานว่านักเรียนหญิงในโรงเรียนบางแห่งปลดรูปของ ‘อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี’ อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเป็นผู้นำการปฏิวัติอิสลาม รวมถึงรูปของ ‘อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันที่ประดับอยู่ในห้องเรียนด้วย

การประท้วงในลักษณะนี้เกิดขึ้นในอีกหลายเมือง โดยนักเรียนหญิงในโรงเรียนมัธยมถือเป็นคนกลุ่มล่าสุดที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวประท้วงต้านรัฐบาลอิหร่านที่ลุกลามขยายวงไปกว่า 80 เมืองทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงเตหะราน เมืองหลวง เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการตายของมาห์ซา อามินี หญิงสาวจากจังหวัดเคอร์ดิสถานที่ถูกตำรวจศีลธรรมในกรุงเตหะรานจับกุมเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยข้อหาสวมฮิญาบไม่เหมาะสม ก่อนที่เธอจะถูกส่งไปโรงพยาบาลด้วยอาการโคมาและเสียชีวิตใน 3 วันต่อจากนั้น

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าตำรวจศีลธรรมทุบตีอามินีหลังจับเธอขึ้นรถตู้ แต่ตำรวจปฏิเสธ โดยบอกว่าเธออาการโคมาเพราะหัวใจล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของอามินียืนยันว่าเธอมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

การเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่คลุมเครือนี้ จุดชนวนให้ผู้คนออกมาประท้วงทันทีที่พิธีศพของอามินีเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีทั้งการเดินประท้วงบนท้องถนนในเมืองต่างๆ และการชุมนุมในมหาวิทยาลัย

ตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาของการประท้วง มีภาพของผู้หญิงอิหร่านถอดฮิญาบก่อนนำมาจุดไฟเผา เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายบังคับสวมฮิญาบในที่สาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวของทางการอิหร่าน

นี่ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านในรอบ 3 ปี และเป็นการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะเป็นการประท้วงที่นำโดยผู้หญิง

นอกจากต่อต้านกฎหมายบังคับสวมฮิญาบและการบังคับใช้ที่เลยเถิดแล้ว ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงยังขยายวงออกไปเป็นการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง จากความรู้สึกอัดอั้นไม่พอใจต่อปัญหาการควบคุมทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการถูกคว่ำบาตรด้วย  

ทางการอิหร่านตอบโต้ผู้ประท้วงด้วยวิธีการรุนแรง มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงกับผู้ประท้วง องค์กรอิหร่าน ฮิวแมน ไรท์ ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในนอร์เวย์ระบุว่า นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 154 คน จากการปราบปรามของเจ้าหน้าที่

โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้ประท้วง 63 คนในเมืองซาเฮดานทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศที่เสียชีวิตจากการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาด้วย 

ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานผู้ถูกจับกุมไปแล้วกว่า 1,500 คน การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอิหร่านตอนนี้ โดยเฉพาะการลุกขึ้นมาประท้วงของเด็กนักเรียนมัธยม ถูกมองเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในรอบหลายปีภายใต้การปกครองของคาเมเนอี

เพราะอะไร? เพราะครั้งนี้คนที่ต่อต้านอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี และระบบการปกครองของอิหร่านไม่ใช่นักการเมือง หรือคนที่อายุมากกว่า 20 ปีอีกต่อไป แต่เป็นเยาวชนที่ไม่กลัวเกรงถึงขนาดกล้าปลดรูปของผู้นำสูงสุดอิหร่านออก

เด็กเหล่านี้เข้าใจการเมืองลึกซึ้งขนาดไหนอาจเป็นเรื่องที่ยังอธิบายได้ยาก แต่ที่ชัดเจนคือพวกเขาและเธอต้องการชีวิตปกติ และรู้สึกชัดถึงการขาดเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ แม้แต่เรื่องสิทธิพื้นฐานอย่างการแต่งกาย

โดยการประท้วงของเด็กนักเรียนในโรงเรียนมัธยม ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังผู้นำสูงสุดอิหร่านออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการปราบปรามผู้ประท้วง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านออกมาพูดถึงการตายของอามินีเป็นครั้งแรกในระหว่างร่วมพิธีจบการศึกษาของนักเรียนตำรวจและทหาร โดยบอกว่าการตายของอามินีเป็นเหตุการณ์อันขมขื่นและทำให้เขารู้สึกเสียใจเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสูงสุดอิหร่านบอกว่าการประท้วงทั่วประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เป็นการก่อจลาจลที่ถูกวางแผนมาแล้วโดยศัตรูของอิหร่านอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอลที่หวังสั่นคลอนความมั่นคงของอิหร่าน เนื่องจากทนไม่ได้ที่เห็นอิหร่านมีความก้าวหน้าขึ้นในทุกด้าน 

อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ยังได้แสดงจุดยืนสนับสนุนเจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับ “ความไม่เป็นธรรม” ระหว่างเกิดความไม่สงบ ซึ่งความเห็นนี้ถูกมองเป็นการส่งสัญญาณไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมหนักหน่วงขึ้น

ขณะที่ประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ ของสหรัฐฯ ก็ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเรื่องการใช้กำลังรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านที่ชุมนุมอย่างสันติ

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าผู้ประท้วงในอิหร่านกำลังเรียกร้องหลักการที่ยุติธรรมและเป็นสากล ซึ่งสหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างผู้หญิงและประชาชนอิหร่านที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทั่วโลกด้วยความกล้าหาญ 

ขณะเดียวกันก็ให้สัญญาว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยให้พลเมืองอิหร่านหลบหลีกการควบคุมอินเทอร์เน็ตโดยรัฐบาล พร้อมขู่ว่าจะเพิ่มมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ประท้วงอย่างสันติด้วย 

ส่วน ‘โจเซป บอร์เรลล์’ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปก็บอกว่า อียู กำลังพิจารณาการคว่ำบาตรอิหร่านต่อ “การสังหาร” มาห์ซา อามินี และการปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศ

โดยรายงานของสำนักข่าวเอพีระบุว่า ฝรั่งเศสกำลังผลักดันให้อียูพุ่งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านและทำให้คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบ

โดย ‘เจมส์ เคลฟเวอร์ลี’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า ได้แสดงมุมมองชัดเจนต่อทางการอิหร่านว่า แทนที่จะโทษว่าต่างชาติอยู่เบื้องหลังความไม่สงบในประเทศ ทางการอิหร่านควรรับผิดชอบการกระทำของตัวเองและฟังเสียงของประชาชน

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ