เด็กทารกคือสัญลักษณ์แห่งความหวัง แต่ที่บัลแกเรียแสงแห่งความหวังกำลังริบหรี่ลงจนน่าใจหาย เปลทารกว่างเปล่า วอร์ดที่เคยคึกคัก วันนี้มีเด็กน้อยให้ดูแลเพียงแค่ 8 รายเท่านั้น
ที่นี่คือแผนกกุมารเวชของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองกาโบรโว ทางตอนกลางของบัลแกเรีย อดีตสมญานาม "แมนเชสเตอร์แห่งบัลแกเรีย" สมญานามที่ได้มาจากช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่โรงงานอุตสาหกรรมมากมายผุดขึ้นที่นี่ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังเมืองนี้เพื่อหางานทำ
ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจช่วงเวลาที่บัลแกเรียปกครองแบบคอมมิวนิสต์ งานและเงินนำมาซึ่งการลงหลักปักฐานเป็นครอบครัว ช่วงทศวรรษ 1980 เมืองกาโบรโวมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 1,000 ราย
ข้ามเวลามา 4 ทศวรรษ หลังเผชิญกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในปี 2021 ลดลงเหลือเพียง 263 รายเท่านั้น ปัญหาคือ ผู้คนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์เลือกที่จะไม่อยู่ที่นี่
กาโบรโวเป็นเมืองสงบโอบล้อมด้วยธรรมชาติและมีอากาศบริสุทธิ์ แต่บรรยากาศของเมืองกลับแห้งแล้งเพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ผู้สูงอายุ ที่ซ้ำร้ายบ้านบางหลังไม่มีแม้แต่คนสูงวัย เพราะถูกทิ้งร้างมานานหลายปีแล้ว
มาริน คราสเตฟ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซายาของเมืองกาโบรโว เล่าว่า ผลพวงจากที่เด็กเกิดใหม่น้อยและคนหนุ่มสาวพากันจากไปไม่เพียงทำให้บรรยากาศของเมืองเงียบเหงา หากยังกระทบต่อวิถีชีวิตโดยตรง
จำนวนคนในเมืองที่น้อยลงเรื่อยๆ ทำให้หลายกิจการร้านค้าทยอยกันปิดตัว เพราะกำไรไม่คุ้มต้นทุน นั่นทำให้เมื่อต้องการซื้อของใช้ ผู้สูงวัยเหล่านี้จะรวมกลุ่มกันขับรถออกไปยังเมืองข้างๆ ปัจจุบันเหลือผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านซายาเพียง 35 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
ภาพความเงียบเหงาในกาโบรโวกำลังเกิดขึ้นทั่วบัลแกเรีย จากประชากร 9 ล้านคนช่วงก่อนสหภาพโซเวียตล่มสลาย ปี 2017 ประชากรลดเหลือ 7 ล้านคน
เช่นเดียวกับหลายประเทศ บัลแกเรียมีอัตราการเกิดน้อยลง แต่ที่นี่ยังมีปัจจัยเฉพาะตัวอีกอย่างนั่นคือ การอพยพย้ายถิ่นฐาน
คนรุ่นใหม่ในบัลแกเรียแสวงหางานทำและปักหลักตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ ไม่มีสถิติชัดเจน แต่คาดกันว่าแต่ละปีมีคนเดินทางออกไปเรียนและทำงานเฉลี่ย 60,000 คน
แรงขับเคลื่อนสำคัญคือ เงิน บัลแกเรียเป็นหนึ่งในชาติที่ยากจนที่สุดของยุโรป ค่าแรงขั้นต่ำที่นี่อยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น คนจำนวนไม่น้อยจึงวาดฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศ ก่อกำเนิดเป็นประโยคที่ว่า งานแย่ๆ ในต่างประเทศยังได้เงินเยอะกว่างานดีๆ ในประเทศ
เป้าหมายคือชาติสมาชิกสหภาพยุโรป โดยเฉพาะชาติทางยุโรปตะวันตก เช่น เยอรมนีประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของทวีป ปี 2006 มีผู้อพยพชาวบัลแกเรียราว 8,000 คน ข้ามเวลามาปี 2017 จำนวนเพิ่มเป็น 30,000 คน
ปัจจุบันสัดส่วนประชากรของบัลแกเรียลดลงมาแล้วถึงร้อยละ 20 และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสัดส่วนประชากรที่หายไปจะเพิ่มเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด
ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้บัลแกเรียขึ้นแท่นเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่มีสัดส่วนประชากรลดลงรวดเร็วที่สุดในโลกจากการจัดอันดับโดยสหประชาชาติที่ประเมินไว้ว่าในปี 2020-2050 นี้ ประชากรในบัลแกเรียจะลดลงถึงร้อยละ 22.5 อันดับสองไม่ไกลจากบัลแกเรียเท่าไหร่ นั่นคือลิทัวเนียคาดการณ์ไว้ที่ 22.1
ความน่าสนใจของการจัดอันดับโดยสหประชาชาติคือ ส่วนใหญ่ของชาติที่เผชิญกับการลดลงของประชากรล้วนเป็นชาติในภูมิภาคยุโรปตะวันออก
คล้ายคลึงกับบัลแกเรีย พรมแดนเสรีของสหภาพยุโรปเย้ายวนให้คนหนุ่มสาวเดินทางออกนอกประเทศเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และพวกเขามองว่าตนเองเป็นพลเมืองอียูมากกว่าพลเมืองบัลแกเรีย
รายงานจากสถาบันปีเตอร์สัน สถาบันด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 พบว่ามีประชากรจากยุโรปตะวันออกมากถึง 6.3 ล้านคนที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ยังประเทศต่างๆ ของชาติสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนในปีนี้ย่อมมากกว่า
ที่ผ่านมามีความพยายามรณรงค์ให้คนหนุ่มสาวกลับมายังบัลแกเรีย แต่แรงจูงใจยังไม่มากพอ ตราบใดที่ปัญหาหลักอย่างความเหลื่อมล้ำและการคอร์รัปชันซึ่งฉุดรั้งให้บัลแกเรียยากจนยังคงอยู่
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะยิ่งเลวร้ายขึ้นในอนาคต แบบจำลองที่เผยแพร่ลงในวารสารการแพทย์ The Lancet เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2020 ฉายภาพปี 2100 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสิ้นศตวรรษว่าทวีปยุโรปจะมีประชากรลดลงจาก 185 ล้านคน เหลือเพียง 83 ล้านคน หรือหายไปราวร้อยละ 55
ฉากทัศน์ในยุโรปที่ประชากรลดลงสวนทางกับการคาดการณ์ที่ระบุว่า ประชากรในทวีปแอฟริกาและภูมิภาคเอเชียกลางกำลังเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามในภาพรวม ประชากรโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นจนล้นโลกอยู่ดีโดยจำนวนคาดการณ์อยู่ที่ 11,200 ล้านคน เมื่อถึงวันนั้นเมืองกาโบรโวของบัลแกเรียอาจยังคงเงียบเหงา เพราะผู้คนกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ เนื่องจากงานและความมั่งคั่งมีจำกัด
ในวันที่คนล้นโลกและทุกคนต่างแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในชีวิต ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่ผู้คนอยากลงหลักปักฐาน