“สายๆของวันหนึ่ง ตัวแทนของจีนกำลังเข้าหารือกับรัฐบาลศรีลังกาที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโคลัมโบเมืองหลวง
ฝ่ายรัฐบาลศรีลังกาแนะนำตัวทีละคน ก่อนที่ฝ่ายจีนจะอุทานว่า ประเทศนี้เป็นตระกูลราชปักษาหมดเลยใช่หรือไม่”
นี่คือเรื่องเล่าขำขื่นของชาวศรีลังกาจำนวนมาก เรื่องเล่าที่สะท้อนถึงการเมืองแบบพวกพ้องของศรีลังกา
ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ราชปักษาคือตระกูลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของประเทศเอเชียใต้แห่งนี้
ราชปักษาคนแรกที่เข้าสู่การเมืองคือ มหินทรา ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อปี 1970 โดยเขาถือเป็น สส ที่อายุน้อยที่สุดในสภา และก็เป็นมหินทรานี่เองที่ปูทางให้ราชปักษาคนอื่นๆตามรอยเขาเข้าสู่วงการในช่วงเวลานั้นศรีลังกาอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง
โดยจุดเริ่มต้นของสงครามมาจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติ แต่เดิม ศรีลังกามีคนเชื้อชาติสิงหลและทมิฬ ชาวทมิฬจับจองพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออก ส่วนชาวสิงหลที่มีจำนวนมากกว่าอาศัยอยู่ทางตอนใต้
ศรีลังกาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลมีเงินไม่พอนำเข้า
ศรีลังกาเริ่มเจรจา IMF ขอเงินกู้ช่วยเหลือ - ชัตดาวน์ รร.-บริการภาครัฐ
ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นชัดเจนเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองเกาะซีลอน ชื่อที่ใช้เรียกในขณะนั้น อังกฤษนำชาวทมิฬจากแคว้นทมิฬนาฑูทางใต้ของอินเดียเข้ามาเป็นแรงงานในไร่ชา ให้อภิสิทธิ์ที่เหนือกว่าชาวสิงหลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการศึกษา
เป็นเวลาร้อยกว่าปีที่ชาวทมิฬเป็นเครื่องมือของอังกฤษในการกดขี่ชาวสิงหล สร้างรอยร้าวระหว่างสองเชื้อชาติให้เกิดขึ้น
จนกระทั่งศรีลังกาได้รับเอกราชในปี 1948 และได้นักการเมืองชาวสิงหลที่นำนโยบายชาตินิยมขวาจัดมาใช้
มีการประกาศใช้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการ ผลักดันให้พุทธศาสนาของชาวสิงหลเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้วิธีการต่าง ๆ ทั้งทางกฎหมายและความรุนแรงในการกีดกันชาวทมิฬออกจากสังคม จนนำไปสู่ความคับแค้นและเกลียดชัง
ปี 1975 ชาวทมิฬจำนวนหนึ่งก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลศรีลังกา โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม จุดประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดนทางตอนเหนือซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวทมิฬ
พยัคฆ์ทมิฬอีแลมเข้มแข็งถึงขนาดสถาปนาดินแดนในครอบครองขึ้นเป็นรัฐ มีประชากรกว่า 3 ล้านคน มีกองทัพเป็นของตัวเอง เกิดเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อและรุนแรง
การสู้รบระหว่างรัฐบาลกับพยัคฆ์ทมิฬอีแลมนั้นพลิกผันกลับไปกลับมาหลายครั้ง การได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในศรีลังกาและอินเดียซึ่งถูกมองว่าให้การสนับสนุนพยัคฆ์ทมิฬอีแลมอย่างลับๆ
มีความพยายามจากประชาคมโลกในการยุติสงคราม มีบางช่วงที่สามารถเปิดการเจรจาหาข้อตกลงกันได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืนจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2005
หลังมหินทรา ราชปักษา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เขายกระดับการทำสงคราม เพิ่มอาวุธและแผนการรบใหม่ๆเพื่อปราบพยัคฆ์ทมิฬอีแลม
ในช่วงนั้น อีกคนในตระกูลราชปักษาที่มีบทบาทคือ โกตาบายา ราชปักษา น้องชายของประธานาธิบดีมหินทรา
ในฐานะผู้บัญชาการเหล่าทัพ โกตาบายาใช้นโยบายปราบปรามไม่เลือกหน้าเพื่อถอนรากถอนโคนพยัคฆ์ทมิฬอีแลมโดยเฉพาะในสมรภูมิสุดท้าย ที่นี่คือ คิลินอชชิ เมืองหลวงของพยัคฆ์ทมิฬอีแลม
ปี 2009 กองกำลังรัฐบาลศรีลังกาล้อมเมืองไว้ ทหารพยัคฆ์ทมิฬอีแลมกวาดต้อนประชาชนกว่าสามแสนคนที่อ่อนล้าเป็นโล่กำบังมุ่งหน้าไปทางตะวันออก
พยัคฆ์ทมิฬถูกตีร่นไปเรื่อยๆจนถึง Elephant Pass หรือทางช้าง เส้นทางแคบ ๆ ระหว่างทะเลสาบที่เป็นประตูไปสู่คาบสมุทรจาฟนา
คน 3 แสนคนอัดแน่นในพื้นที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร ถูกถล่มด้วยอาวุธทุกชนิดอย่างหนักทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ คนเจ็บคนตายเกลื่อนกลาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
นี่คือหนึ่งในผู้รอดชีวิต เธอเคยเล่าในเหตุการณ์ในวันนั้นให้เราฟัง คาดว่ามีหลายหมื่นคนทั้งนักรบและพลเรือนทั่วไปเสียชีวิตในสมรภูมิสุดท้ายนี้ ที่เหลือยอมวางอาวุธและถูกนำตัวขึ้นรถกองกำลังรัฐบาลไป จำนวนมากถูกนำไปเข้าค่ายเพื่อ “ปรับทัศนคติ”
หลายเดือนหลังจากนั้น บางคนถูกส่งกลับบ้านในสภาพอ่อนล้าสิ้นแรงและไร้อนาคต จำนวนมากไม่มีโอกาสกลับมาเห็นหน้าครอบครัวอีกเลย
ก่อนที่รัฐบาลราชปักษาจะประกาศชัยชนะเหนือพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ยุติสงครามที่ดำเนินมากว่า 30 ปีท่ามกลางซากศพ และความทุกข์ใจของครอบครัวที่ถูกจับตัวไปสอบสวนหรือหายตัวไป
โกตาบายา ราชปักษาเคยยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 ปีก่อนว่า มีคนสูญหายจากเหตุการณ์ถึง 20,000 คนและคาดว่าทั้งหมดตายแล้ว
การปราบพยัคฆ์ทมิฬอีแลมสำเร็จทำให้ความนิยมในตะกูลราชปักษาขึ้นสูงสุด แม้จะถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อยเชื้อสายทมิฬและชนกลุ่มน้อยอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวพุทธ รวมถึงการถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชันมโหฬาร
แต่เรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ไม่อาจหยุดยั้งการที่ทำให้มหินทรา ราชปักษาชนะเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และการนำญาติพี่น้องของเขาเข้ากุมอำนาจแบบเกือบเบ็ดเสร็จในคณะรัฐบาล
ถึงแม้มหินทราแพ้เลือกตั้งเมื่อปี 2015 แต่ตระกูลราชปักษาก็ผงาดกลับเข้าการเมืองได้อีกใน 4 ปีต่อมา โดยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2019 ผู้ลงแข่งชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศในนามของตระกูลคือ โกตาบายา ราชปักษา
โดยเขาชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนมหินทรา ราชปักษายังรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้
ก่อนที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา วิกฤตเศรษฐกิจจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ศรีลังกา การบริหารงานที่ผิดพลาดและการคอร์รัปชั่น บวกกับการระบาดของโควิด 19 ศรีลังกาที่พึ่งพาเงินรายได้จากการท่องเที่ยวขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ เงินทุนสำรองที่หมดคลังทำให้รัฐบาลไม่สามารถนำเข้าน้ำมันและสินค้าที่จำเป็นอื่นๆได้ เกิดสภาวะขาดแคลนพลังงาน อาหารและยาทั่วประเทศ ซ้ำเติมด้วยสงครามในยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานเพิ่ม เกิดสภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าร้อยละ 40
ความสิ้นหวังก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรีมหินทราทนแรงกดดันไม่ไหวและประกาศลาออกไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในขณะที่ประธานาธิบดีโกตาบายายังเกาะเก้าอี้อยู่ ก่อนที่คลื่นมหาชนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่คนที่นี่เคยเห็นจะก่อตัวขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ผู้คนนับแสนจากทั่วประเทศออกมาตามท้องถนนในกรุงโคลัมโบ ฝ่าด่านและแก๊สน้ำตาของตำรวจปราบจลาจลเคลื่อนขบวนไปที่บ้านของประธานาธิบดี ประท้วงเพื่อขับไล่ราชปักษาทุกคนลงจากอำนาจ
ราชปักษาที่ครั้งหนึ่งเคยนำความสงบมาสู่ศรีลังกาและเป็นราชปักษาเดียวกันที่ทำลายศรีลังกาจนย่อยยับในวันนี้
เปิดสุดยอดทำเล กรุงเทพ น่าจับตามองครึ่งแรกปี 65
นักวิทย์ MIT เชื่อ พบวิธี “รีเวิร์ส” วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ