นี่ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีปูตินประกาศว่า นี่คือการตอบโต้จากการที่ยูเครนก่อวินาศกรรมที่สะพานเคียร์ช สะพานที่เชื่อมรัสเซียแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียกับคาบสมุทรไครเมีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป้าหมายที่รัสเซียโจมตีคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คมนาคม และอาคารของพลเรือน เช่น อาคารที่พักอาศัย และโรงเรียนอนุบาล
เมื่อวานนี้ 10 ต.ค. กระทรวงกลาโหมของยูเครนรายงานว่า รัสเซียโจมตีพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศยูเครนด้วยขีปนาวุธร่อนถึง 84 ลูก และโดรนอีก 24 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ มี 10 ลำที่เป็นโดรนรุ่นชาเอ็ด-136 จากประเทศอิหร่าน
โดยขีปนาวุธที่รัสเซียใช้โจมตีถูกยิงมาจากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจากเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่ประจำการอยู่บริเวณทะเลสาบแคสเปียน หรือระบบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นอิสคันเดอร์
ส่วนการโจมตีโดยใช้โดรนรุ่นชาเอ็ดนั้น มีรายงานว่า รัสเซียโจมตีมาจากบริเวณคาบสมุทรไครเมียและประเทศเบลารุส
อย่างไรก็ดี ฝั่งยูเครนสามารถใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดขีปนาวุธร่อนได้ 43 ลูก และสกัดโดรนได้อีก 13 ลำ
แต่ขีปนาวุธที่เหลือและโดรน ก็ยังสร้างความเสียหายให้แก่หลายพื้นที่ของยูเครนไม่น้อย โดยเฉพาะที่กรุงเคียฟ ที่ปรากฏภาพสะพานกระจกที่เป็นแลนด์มาร์กของประเทศ อาคารที่พักอาศัย ตลอดจนศูนย์การค้าโดนถล่ม จนประชาชนต้องหนีไปหลบภัยใต้ดิน
ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ( 11 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น มีรายงานว่าประชาชนที่กรุงเคียฟยังต้องหนีลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยินเสียงระบบเตือนภัยทางอากาศดังทั่วกรุงเคียฟ
นอกจากกรุงเคียฟแล้ว ก็ยังมีลวิฟ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของยูเครนติดกับชายแดนประเทศโปแลนด์ คาร์คีฟ เตอร์โนปิล คเมลนีตสกี ชีโตมีร์ โครปีฟนีตสกี และดนีโปร ที่ถูกโจมตี
ภาพจากกล้องที่ติดในรถคันหนึ่งในเมืองดนีโปร ที่บันทึกเหตุการณ์ได้ ขณะที่ขีปนาวุธ ลูกหนึ่งร่อนลงและระเบิดกลางถนนในเมือง
การตอบโต้แบบนี้ของประธานาธิบดีปูตินจะนำไปสู่อะไร เป้าหมายของรัสเซียในการทำแบบนี้คืออะไร
การโจมตีที่มีเป้าหมายในการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการทำลายเส้นทางคมนาคม พลังงงาน การสื่อสาร รวมถึงพื้นที่เปราะบางเช่น โรงเรียนอนุบาล โรงพยาบาล
การโจมตีเช่นนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ กลยุทธ์ผลาญภพ หรือ Scorched Earth กลยุทธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้คนกลัว มีชีวิตที่ยากลำบากและอันตรายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อทำลายกำลังใจ เจตจำนง และความมุ่งมั่นของคนในการต่อสู้ จนยอมจำนนหรือยอมแพ้เพื่อแลกกับความสงบ
ซึ่งรัสเซียเคยใช้กลยุทธ์นี้ในสงครามเชชเนียและซีเรีย นอกจากนี้โลกยังได้เห็น รัสเซียใช้วิธีการนี้อีกครั้งในสมรภูมิเมืองมาริอูปอล เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยนี่ทำให้เกิดคำถามว่า กลยุทธ์ผลาญภพ จะยังคงได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่
ภาพชาวยูเครนในกรุงเคียฟ ที่เข้าไปหลบภัยในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยคนเหล่านี้พากันร้องเพลงพื้นเมืองของยูเครนเพื่อปลุกปลอบใจซึ่งกันและกัน ระหว่างที่ขีปนาวุธและเสียงไซเรนกระหน่ำอยู่ด้านบน หลังเหตุการณ์สงบ พวกเขาพากันออกมาจากที่หลบภัยด้วยความสงบไม่ตื่นกลัว
ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีปรากฎตัวทันทีที่มหาวิทยาลัยเชฟเชนโก ในกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยูเครน ที่ตกเป็นเป้าหมายโจมตีเมื่อวานนี้ด้วย
พร้อมประกาศว่า ไม่มีอะไรที่จะบั่นทอนความมุ่งมั่นและจิตวิญญานในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวยูเครนได้ ตลอดจนสัญญาว่าจะสร้างเมืองและทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทำลายขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และอีกเมืองหนึ่งที่สำคัญที่โดนโจมตีคือ ซาโปริซเซีย
ทางการยูเครนรายงานว่าขีปนาวุธ 12 ลูกถูกยิงเข้าใส่อาคารที่พักอาศัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 รายและบาดเจ็บกว่า 90 คน ซึ่งมีแนวโน้มว่ายอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอาจมากกว่านี้ หลังอาคารหลังหนึ่งถล่มลงมา
การกระหน่ำโจมตียูเครนอย่างหนักเมื่อวานนี้ เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่ประธานาธิบดีปูตินเต่งตั้ง เซอร์เก ซูโรวิกิน นายพลผู้บัญชาการกองทัพอากาศ ให้รับหน้าที่ดูแลปฏิบัติการของรัสเซียทั้งหมดในยูเครน หลังจากกองทัพรัสเซียถูกตีถอยร่นอย่างหนัก และคาดการณ์กันว่า ซูโรวิกินคือหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนในการตัดสินใจโจมตียูเครนอย่างหนักเมื่อวานนี้
นายพลซูโรวิกินรายนี้ มีฉายาว่า General Armageddon หรือ นายพลแห่งวันสิ้นโลก โดยเขาเป็นผู้บัญชาการการรบในซีเรีย จนทำให้ฝ่ายของรัฐบาลประธานาธิบดีอัล อัสซาดเป็นฝ่ายชนะในสงครามซีเรีย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า การโจมตีเป้าหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและพลเรือนครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีปูติน เป็นการแสดงออกถึงการหมดทางเลือก มากกว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของผู้นำรัสเซีย และเป็นการทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
นักวิเคราะห์รายนี้ระบุว่า การโจมตีแบบที่เห็นเมื่อวานอาจมีให้เห็นอีกและอาจหนักขึ้น หากพิจารณาว่า ประธานาธิบดีปูตินกำลังเริ่มหมดทางเลือกหลังจากกองทัพรัสเซียเสียเปรียบอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี นี่คือสิ่งที่ยูเครนคาดเดาได้และเตรียมพร้อมรับมือ ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกมาเรียกร้องขอให้ชาติพันธมิตรส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้เพื่อใช้ในการปกป้องชีวิตพลเรือน
เมื่อวานนี้ ทางการยูเครนระบุว่าขีปนาวุธ 84 ลูกของรัสเซียที่ยิงเข้ามา มี 56 ลูกถูกสกัดด้วยระบบป้องกันทางอากาศ
ด้านทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำยูเครน
โดยประธานาธิบดี ไบเดน ได้ให้สัญญากับ ประธานาธิบดีเซเลนสกีว่า สหรัฐฯ จะมอบอาวุธที่จำเป็น รวมทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยให้แก่ยูเครน และ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย
ขณะเดียวกัน เมื่อคืนนี้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้เปิดประชุม เพื่อลงมติในญัตติเกี่ยวกับการจัดทำร่างประณามการผนวกดินแดนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัสเซีย ซึ่งผู้เสนอญัตตินี้คือ ผู้แทนจากประเทศแอลเบเนีย
ผลการลงมติปรากฏว่า มี 107 ประเทศเห็นชอบให้มีเปิดโหวตเพื่อประณามรัสเซีย 13 ประเทศ ไม่เห็นชอบ และ 39 ประเทศ งดออกเสียง ส่งผลให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติต้องเปิดประชุม เพื่อลงมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ประณามรัสเซีย โดยคาดว่าการลงมติดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
ขณะที่การประชุมดำเนินไป เซอร์กีย์ คิสลิตสยา เอกอัครทูตยูเครนประจำสหประชาชาติได้ขึ้นเวทีกล่าวประณามการผนวกดินแดนของรัสเซียว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อทั้งตัวองค์การสหประชาชาติและกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ
ด้านวาซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ก็ได้ตำหนิสมัชชาใหญ่ของยูเอ็นว่า การผลักดันวาระที่เกี่ยวกับการประณามรัสเซียเป็นการต่อต้านรัสเซีย
หลังจากกองทัพรัสเซียโจมตีอย่างหนักหน่วง ประธานาธิบดีปูติน ผู้นำรัสเซีย ก็ได้เปิดแถลงข่าวระบุเหตุผลในการโจมตีครั้งใหญ่นี้ว่า เป็นไปเพื่อตอบโต้การกระทำที่เรียกว่าการก่อการร้ายของยูเครน อย่างการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของรัสเซีย
การโจมตีของรัสเซียเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังเกิดการระเบิดที่สะพานเคียร์ช (Kerch Bridge) ซึ่งเชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียกับแคว้นไครเมียของยูเครน ที่ถูกรัสเซียผนวกไปเมื่อปี 2014
สะพานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัสเซีย ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่รัสเซียใช้ขนกำลังและยุทโธปกรณ์จากแผ่นดินใหญ่มาที่ฐานทัพไครเมียเพื่อใช้ในการรบทางด้านใต้ได้โดยตรง
นี่ทำให้ประธานาธิบดีปูตินโกรธและตอบโต้อย่างหนัก โดยในการแถลงข่าวประธานาธิบดีปูตินขู่ด้วยว่า จะตอบโต้ยูเครนให้หนักกว่านี้ หากยังไม่หยุดก่อเหตุวินาศกรรมในดินแดนของรัสเซีย