ขณะที่ผู้ประกาศข่าวของรัสเซีย กำลังรายงานสถานการณ์การรุกรานยูเครน ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวผมทองรายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางรายการที่กำลังออกอากาศสดและมีผู้ชมกำลังรับชมกว่าล้านคนทั่วประเทศ อย่างไม่มีใครคาดคิด
หญิงรายดังกล่าวได้ถือป้ายภาษารัสเซียที่มีข้อความว่า “ไม่เอาสงคราม ยุติสงคราม อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ พวกเขากำลังโกหกคุณ ชาวรัสเซียต่อต้านสงคราม” ก่อนที่จะป่าวร้องในรายการว่า “หยุดสงคราม ไม่เอาสงคราม”
ภาพการท้าทายอำนาจรัฐแบบตรงไปตรงมาและชัดเจน ในประเทศที่สื่อถูกเปรียบเปรยว่า “มีเสรีภาพอยู่ในกรงทอง”
หญิงรายนี้มีชื่อว่า มารีนา อัฟเซียนิกาวา พื้นเพเดิมเป็นชาวเมืองโอเดสซา เมืองท่าทางตอนใต้ของยูเครน
เธอเคยเป็นนักข่าวของสถานีแชแนลวันและเคยได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ผลิตโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลรัสเซีย” เนื่องจากสถานีดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลรัสเซีย
อย่างไรก็ดี ผลของการรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ไปเปิดแผลที่ไม่เคยหายไปจากใจจากเหตุการณ์ในวัยเด็กของเธอเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ต้องเอาพยายามชีวิตรอดท่ามกลางสงครามเชชเนีย
นั่นทำให้เธอตัดสินใจทำสิ่งที่อันตรายที่สุด และเป็นภัยต่อการดำรงชีวิตของเธอในรัสเซีย อย่างการประท้วงผ่านรายการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม หรือ 20 วัน หลังรัสเซียตัดสินใจรุกรานยูเครน ไม่กี่นาทีหลังการกระทำดังกล่าว เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและนำไปขึ้นศาล
ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้เธอรับโทษด้วยการปรับเงินจำนวน 30,000 รูเบิลหรือราว 15,000 บาท ในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายประท้วง
หลังได้รับการปล่อยตัว มารีนาเปิดเผยว่าเธอกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตของเธอหลังจากนี้ อย่างไรก็ดี ไม่มีอะไรหยุดยั้งความตั้งใจของเธอได้
มารีนายังคงพยายามเป็นกระบอกเสียงให้สังคมในการต่อต้านการรุกรานยูเครนอยู่เป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ในรายการโทรทัศน์ ไปจนถึงช่องทางโซเชียลมีเดีย
นี่ส่งผลให้เธอถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐบุกรวบตัวไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อปรับทัศนคติ และถูกจับกุมพร้อมปรับเงินอีกหลายครั้งจากข้อหา “ด้อยค่ากองทัพรัสเซีย”
แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เธอถูกจับกุมด้วยข้อหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรง ศาลได้สั่งกักบริเวณเธอที่บ้านเป็นเวลา 2 เดือน จนกว่าจะถึงวันพิพากษาคดีในวันที่ 9 ตุลาคม
อย่างไรก็ดี สื่อต่างประเทศรายงานว่า มารีนาได้หลบหนีจากออกบ้านพร้อมกับลูกสาวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม รัฐบาลรัสเซียจึงประกาศขึ้นทะเบียนเธอในฐานะ “บุคคลที่รัฐบาลต้องการ”
มารีนา ไม่ใช่เหยื่อรายแรกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลรัสเซียในการควบคุมสื่อ และจะไม่ใช่รายสุดท้าย
ย้อนกลับไปในช่วงต้นของการรุกรานยูเครน รัฐบาลรัสเซียได้ใช้อำนาจของสภาดูมาผ่านกฎหมายหลายฉบับ มุ่งเป้าไปที่การจำกัดเสรีภาพสื่อต่าง ๆ ในการนำเสนอข้อมูลการรุกรานของรัสเซียในยูเครน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายห้ามด้อยค่ากองทัพ กฎหมายต่อต้านข้อมูลเท็จ รวมไปถึงกฎหมายเซ็นเซอร์เว็บไซต์
โดยข้อห้ามของกฎหมายเหล่านี้คล้ายคลึงกันคือ ห้ามเรียก “ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” ของรัสเซียว่าเป็นสงคราม ห้ามเผยแพร่สถานการณ์การสู้รบ รวมไปถึงห้ามเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการคว่ำบาตรรัสเซีย
กฎหมายเหล่านี้ มีผลบังคับใช้กับทุกคนและสื่อทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นของรัสเซียหรือต่างชาติ ตลอดจนขอบเขตของการกระทำผิดไม่ได้จำกัดแค่บนแผ่นดินรัสเซีย แต่จะนับรวมไปถึงการกระทำผิดที่เกิดขึ้นนอกประเทศรัสเซียด้วย
นี่ส่งผลให้สื่อต่างประเทศหลายสำนักเกิดความหวาดกลัว จนต้องประกาศยุติการนำเสนอข่าวในรัสเซียชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์ในช่วงแรกของสงครามการรุกรานยูเครน
ในขณะที่บรรดาสื่ออิสระในรัสเซีย แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ แต่ก็ต้องเผชิญกับการคุกคาม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการสั่งระงับการออกอากาศชั่วคราว การปิดเว็บไซต์ถาวร ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์
สื่ออิสระรายล่าสุดที่ตกเป็นเหยื่อของการควบคุมสื่อของรัฐบาลปูติน คือ “โนวายา กาเซียตา”
โนวายา กาเซียตา เป็นสื่ออิสระรายใหญ่รายสุดท้ายในรัสเซีย ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1993 ด้วยเงินสนับสนุนจากมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต และอเล็กซานเดอร์ เลเบเดฟ อดีตหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของรัสเซีย
สำนักข่าวแห่งนี้เป็นคู่ปรับที่สำคัญของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มาตลอด จนได้รับฉายาว่าเป็นอเล็กซีย์ นาวาลนี เวอร์ชันสื่อมวลชน
การพยายามเสาะหาความจริง เพื่อเปิดโปงประธานาธิบดีปูตินในหลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในแคว้นเชชเนีย ไปจนถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลรัสเซียในการรุกรานยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ด้วยการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา และเนื้อหามีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรัสเซียจากการทำสงครามในยูเครน ส่งผลให้ ดมิทรี มูราตอฟ บรรณาธิการบริหารของโนวายา กาเซียตา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2021
ขณะเดียวกันก็กลายเป็นเหยื่อของกฎหมายควบคุมสื่อของรัฐบาลรัสเซีย และเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาของรัสเซียได้พิพากษาคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นใบอนุญาตประกอบกิจการด้านสื่อใบสุดท้ายของสำนักข่าวแห่งนี้ ซึ่งส่งผลให้โนวายา กาเซียตา ไม่สามารถประกอบกิจการด้านสื่อได้อีกต่อไป
ในระหว่างการพิจารณาคดี บรรณาธิการบริหารของโนวายา กาเซียตา ได้โต้ตอบกับศาลถึงคำพิพากษาในครั้งนี้ จนกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งในหลายสำนักข่าวทั่วโลก
คำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทโนวายา กาเซียตาครั้งนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อประเด็นเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชนในรัสเซีย ซึ่งเป็นหนี่งในดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย
โดย Reporters without boarders ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ได้จัดอันดับเสรีภาพด้านสื่อของรัสเซียให้อยู่ในอันดับที่ 155 จาก 180 ประเทศ ซึ่งลดลงมา 5 อันดับจากปีก่อนหน้า
พร้อมระบุว่า นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนเปิดขึ้น สื่ออิสระถูกแบน ปิดกั้นหรือ ตีตราว่า “เป็นหน่วยงานที่รับใช้ต่างชาติ” ซึ่งมีบทลงโทษที่ร้ายแรง
การลี้ภัยของนักข่าวที่ลุกขึ้นต่อต้านสงคราม หรือการเพิกถอนใบอนุญาตของสื่ออิสระรายใหญ่รายสุดท้ายของรัสเซีย คือภาพสะท้อนของการจากไปของเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนชาวรัสเซีย เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้
ยิ่งสงครามยูเครนดำเนินต่อไปนานเท่าใด รัฐบาลก็จะยิ่งควบคุมและกวาดล้างสื่ออิสระมากขึ้นเท่านั้น
ความฝันของชาวรัสเซียในการเข้าถึงสื่อเผยแพร่ความเป็นจริง อาจยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่รู้ว่าวันนั้นจะมีโอกาสมาถึงหรือไม่