เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2565 ภายหลังจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยได้มีการจัดลงมติประณามรัสเซีย ต่อกรณีการผนวก 4 ดินแดนประเทศยูเครน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งมี 143 ประเทศจาก 193 ประเทศสมาชิก ที่ลงมติสนับสนุนข้อมติดังกล่าว ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่งดออกเสียง 35 ประเทศ ร่วมกับประเทศลาว จีน อินเดีย
ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก ปรากฏเป็นเอกสารภาษาอังกฤษจำนวน 2 หน้า ระบุเป็นคำอธิบายภายหลังการลงคะแนนเสียงของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดย ดร.สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ต่อมติประณามรัสเซียกรณีพยายามผนวกรวมสี่ดินแดนในยูเครน ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยวิสามัญฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 65 ตามเวลาท้องถิ่น ดังนี้
1. ในฐานะประเทศอธิปไตยขนาดเล็ก ประเทศไทยยึดมั่นต่อกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวป้องกันแรกและสุดท้าย ไทยยังยึดมั่นในหลักการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอย่างชัดเจน ตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ การต่อต้านการคุกคามและใช้กำลังรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใด ๆ และการใช้กำลังเพื่อได้มาซึ่งดินแดนของรัฐอื่น โดยปราศจากการยั่วยุ ล้วนเป็นนโยบายที่ประเทศไทยยึดมั่นมาอย่างต่อเนื่องและช้านาน
2. อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยตัดสินใจ งดออกเสียง ในมติดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรงและบรรยากาศที่มีความเปราะบางอย่างยิ่งยวด จึงเป็นการลดทอน หรือด้อยค่าต่อโอกาสสำหรับการทูตในภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นทางออกสู่การเจรจาที่สันติและเป็นรูปธรรมในความขัดแย้งนี้ จนอาจนำพาโลกตกสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามนิวเคลียร์และการล่มสลายทางเศรษฐกิจโลก
3. ประเทศไทย ยังกังวลอย่างแท้จริงต่อการแบ่งขั้วการเมืองที่สูงขึ้นในหลักการระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้มีผลในแง่ลบต่อกระบวนการและแนวทางสู่การยุติสงคราม การประณามนั้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดการความขัดขืน และลดทอนโอกาสในการมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์อีกด้วย
4. ประเทศไทยโศกเศร้าต่อการทำลายล้างยูเครนทั้งทางกายภาพ สังคม และมนุษยธรรม ตลอดจนความลำบากแสนสาหัสที่ชาวยูเครนประสบทนทุกข์ทรมาน ไทยจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในโศกนาฏกรรมนี้ในยูเครน จะต้องลดความขัดแย้ง และความรุนแรง รวมถึงแสวงหาสันติวิธีเพื่อยุติความแตกต่าง โดยการเปิดเผยความเป็นจริงที่สามารถปฏิบัติได้ และข้อกังวลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิในการมีชีวิตนั้น เป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ข้อ 3) แต่จนถึงทุกวันนี้ สิทธิดังกล่าวถูกพรากไปจากชาวยูเครนและอีกหลายล้านคนทั่วโลก จึงเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่อันสูงสุดขององค์กรนี้ ที่ได้รับความเคารพสูงสุด ในการที่จะฟื้นฟูสันติและความเป็นปกติสุขของชีวิตกลับมาสู่ชาวยูเครน มิใช่ด้วยวิถีแห่งความรุนแรง แต่ด้วยกลไกทางการทูตเท่านั้น ที่นำมาซึ่งสันติภาพที่เป็นจริงและยืนยาวได้