หลังจากหลายวันที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา และชาติพันธมิตร กล่าวหาว่า อิหร่านส่งโดรนพลีชีพให้รัสเซียใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ (20 ต.ค.) ทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ได้ออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมย้ำว่าเป็นการใส่ร้ายชาติจากตะวันตก
ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดโปงเกี่ยวกับบทบาทของอิหร่านในสงครามยูเครนอีกครั้ง
วันนี้ (21 ต.ค.) เน็ด ไพร์ซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แถลงว่า อิหร่านได้ส่งบุคลากรทางการทหารไปประจำการอยู่แคว้นไครเมีย แคว้นทางตอนใต้ของยูเครนที่รัสเซียผนวกมาเมื่อปี 2014 เพื่อช่วยรัสเซียในการรบกับยูเครน
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศหรัฐฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัสเซียกำลังขาดแคลนยุทโธปกรณ์ในการรบ และทางสหรัฐฯ กังวลว่ารัสเซียอาจขออาวุธที่ร้ายแรงกว่าโดรน อย่างขีปนาวุธชนิดจากพื้นสู่อากาศจากทางอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลต่อสงครามในยูเครนอย่างมาก
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ตอนนี้สื่อตะวันตกหลายสำนักและโลกออนไลน์ ก็กำลังพยายามค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องการส่งโดรนของอิหร่านให้รัสเซียเช่นกัน
โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักข่าว CNN ได้เผยแพร่รายงานพิเศษเกี่ยวกับเรื่องที่ทหารยูเครนพยายามศึกษาโดรนของรัสเซีย ที่ถูกยิงตกในสนามรบ ก่อนที่จะไปพบว่า โดรนลำดังกล่าวเป็นโดรนที่ผลิตในอิหร่าน เพราะด้านในของตัวโดรนมีตัวอักษรภาษาเปอร์เซียอยู่
ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งได้เผยแพร่วิดีโอของรายการข่าวรัสเซีย ที่มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงกลาโหมรัสเซียไปตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับสงครามในยูเครน
ในช่วงเริ่มรายการ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ก็ได้พูดกับพิธีกรขณะที่รายการออกอากาศไปแล้วว่า “ไม่ต้องถามอะไรมากเกี่ยวกับโดรนอิหร่านพวกนี้ เราทุกคนรู้ว่ามันคือโดรนอิหร่าน แต่ทางการไม่อยากจะยอมรับเรื่องนี้ตรง ๆ”
ทำให้หลายฝ่ายมองว่า นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่าอิหร่านเข้ามามีส่วนพัวพันกับสงครามในยูเครนผ่านการส่งโดรนพลีชีพจริง
การเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามของอิหร่านผ่านการส่งโดรนพลีชีพให้รัสเซียในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรตะวันตกเป็นอย่างมาก เพราะการใช้โดรนโจมตี จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม
นอกจากนี้ การใช้โดรนจากอิหร่านของรัสเซียยังทำให้ยูเครนเสียเปรียบอย่างหนัก เพราะยูเครนยังไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เพียงพอ และโดรนส่วนใหญ่ที่ถูกส่งเข้ามา พุ่งเป้าไปที่สาธารณูปโภคพื้นฐานของยูเครน ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนจำนวนมาก
ภาพจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน อาคารบ้านเรือนไม่ค่อยมีแสงไฟส่องสว่างออกมา เนื่องจากไฟฟ้าไม่พอใช้ ประกอบกับประชาชนต้องประหยัดพลังงาน เพราะโรงไฟฟ้าหลายแห่งได้รับความเสียหาย หลังจากถูกรัสเซียโจมตีด้วยโดรนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
และเมื่อวานนี้ รัฐบาลยูเครนเริ่มดำเนินแผนประหยัดพลังงานและเริ่มซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่เสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ขอร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน เนื่องจากฤดูหนาวใกล้เข้ามาถึงแล้ว
ด้านประชาชนก็ตอบรับคำร้องขอของรัฐบาลและได้เตรียมตัวเพื่อรับมือกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
ขณะเดียวกัน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเช่นกัน
โดยผู้นำยูเครนกล่าวว่า รัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อกดดันให้ประชาชนอพยพออกไปยังยุโรป ที่ตอนนี้ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องพลังงานและความตึงตัวจากตัวเลขผู้อพยพชาวยูเครน
หลังจากที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนออกมาเตือนเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดกับยุโรป หลังจากที่รัสเซียใช้โดรนอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน
แน่นอนว่าทางฝั่งยุโรปไม่ได้สามารถนิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ จนต้องเปิดการประชุมร่วมกัน เพื่อออกมาตรการสกัดไม่ให้อิหร่านสามารถส่งอาวุธไปช่วยรัสเซียได้
วานนี้ สหภาพยุโรปได้ออกมาประกาศว่า ผู้แทนจากชาติสมาชิกมีมติเห็นชอบให้อายัดทรัพย์สินของนายทหารระดับสูงของอิหร่าน 3 นายและบริษัทอาวุธ 1 แห่ง หลังพบว่ามีส่วนพัวพันกับการส่งโดรนไปช่วยรัสเซียรุกรานยูเครน
นอกจากนี้ สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมสหภาพยุโรป ยังระบุว่าอาจมีการขยายมาตรการคว่ำบาตรให้ครอบคลุมไปยังองค์กรของอิหร่าน 4 แห่ง ที่ถูกขึ้นบัญชีในการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้
โดยโฆษกของโจเซป บอร์เรล หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศอียู ยืนยันว่ายุโรปมีหลักฐานว่า โดรนที่รัสเซียใช้โจมตียูเครนเป็นโดรนที่ผลิตในอิหร่าน
นี่ทำให้อียูจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม หนักแน่น และ รวดเร็วกับทางอิหร่าน