อเล็กเซย์ อากาโฟนอฟ หนึ่งในพลเรือนรัสเซียที่ถูกเกณฑ์มารบในยูเครน เปิดเผยกับสื่อ The Guardian ถึงประสบการณ์และชีวิตที่ต้องไปอยู่ในแนวหน้า ซึ่งเลวร้ายในระดับที่เขานิยามว่ามันคือ “นรก”
อากาโฟนอฟถูกเรียกตัวเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่เมืองโวโรเนซ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกราว 570 คน โดยเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งระดมกำลังพลสำรอง 300,000 นายของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน
อิหร่านรับขายโดรนให้รัสเซีย แต่เกิดขึ้นหลายเดือนก่อนมีสงครามในยูเครน
เขาเล่าว่า วันที่ 1 พ.ย. พวกเขาถูกส่งไปยังเมืองมาคีฟกาในภูมิภาคลูฮานสก์ของยูเครน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย แต่ไม่ได้เล่าว่าในช่องว่าง 2 สัปดาห์นั้นเขาได้รับการฝึกอย่างไรบ้าง โดยภารกิจแรกในลูฮานสก์ที่พวกเขาได้รับมอบหมายถือการให้ใช้พลั่วขุดสนามเพลาะตลอดคืน
แต่จู่ ๆ ในช่วงเช้ามืดของวันถัดมา กองกำลังยูเครนได้ยิงปืนใหญ่มายังตำแหน่งที่กองกำลังทหารเกณฑ์ของอากาโฟนอฟกำลังทำงานอยู่
“เราได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของโดรนยูเครนบินอยู่เหนือหัวพวกเราก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยปืนใหญ่ของยูเครนที่โจมตีพวกเราไม่หยุดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ... ผมเห็นทหารถูกฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าต่อตา คนในหน่วยของเราส่วนใหญ่ไม่รอด หน่วยถูกทำลายยับ มันคือนรก” อากาโฟนอฟล่า
หลังการโจมตีจากยูเครนสิ้นสุดลง อากาโฟนอฟและผู้รอดชีวิตที่เหลือได้หนีออกจามาคีฟกาไปยังเมืองสตาโทฟ และได้พยายามติดต่อกับทหารคนอื่น ๆ ที่แตกสานซ่านเซ็นไปจากการถูกโจมตี
เขาบอกว่า หลังจากรวมกลุ่มทหารในหน่วยทหารเกณฑ์ได้ พบว่าจากกว่า 570 นาย พกเขาเหลือกันอยู่เพียงประมาณ 130 นายเท่านั้น ซึ่งนับเป็นการสูญเสียทหารเกณฑ์ที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานออกมานับตั้งแต่มีการเรียกระดมกำลังพลสำรอง แน่นอนว่ารัสเซียยังไม่มีการรายงานเรื่องนี้ออกมา
“หลายคนที่รอดชีวิตมาได้ก็แทบจะเสียสติไปเลยกับสิ่งที่ได้เจอมา ไม่มีใครอยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว” อากาโฟนอฟบอก
ทหารนายที่สองที่ขอไม่เปิดเผยชื่อเล่าว่า “เราไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พวกเราหลายร้อยคนเสียชีวิต ... การฝึก 2 สัปดาห์ไม่ได้เตรียมคุณให้พร้อมสำหรับเรื่องนี้เลย”
ขณะที่ นิโคไล โวโรนิน ทหารนายที่สาม เสริมว่า เป็นเรื่องจริงที่พวกเขาถูกยูเครนโจมตีอย่างหนักในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 พ.ย. “มีคนตายจำนวนมาก ศพพวกเขานอนอยู่ทุกที่ … แขนและขาของพวกเขาขาด พลั่วที่เราเคยใช้ขุดสนามเพลาะ ต้องถูกนำมาใช้เพื่อขุดหลุมให้คนตายแทน”
เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ครอบครัวของทหารเกณฑ์เหล่านี้ที่อยู่ในเมืองโวโรเนซ โดยกลุ่มภรรยาของทหารเกณฑ์และผู้เสียชิวิตได้บันทึกวิดีโอตำหนิกองทัพรัสเซียและเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย
อินนา โวโรนินา ภรรยาของทหารเกณฑ์ซึ่งไม่ทราบชะตากรรม กล่าวในวิดีโอว่า “ในวันแรก พวกเขาส่งทหารเกณฑ์ไปแนวหน้า ส่วนตัวผู้บัญชาการหน่วยกลับหนีเอาตัวรอด”
ขณะที่แม่ของทหารอีกคนหนึ่งพูดว่า “พวกเขาบอกเราทางโทรศัพท์ว่า ลูกชายของเรายังมีชีวิตอยู่ แข็งแรงดี และปฏิบัติหน้าที่ทางทหารสำเร็จแล้วด้วย พวกเขายังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดีได้ยังไงเมื่อพวกเขาถูกฆ่าตายที่นั่น?”
เดิมทีคำสั่งระดมกำลังพลสำรองของปูตินสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนรัสเซียจำนวนมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีรายงานมาเรื่อย ๆ ว่าทหารที่ถูกเกณฑ์ไปได้รับการฝึกย่ำแย่แค่ไหนและค้องเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ ก็ยิ่งทำให้ความไม่พอใจกำลังทวีความรุนแรงขึ้น และแม้แต่ผู้ที่สนับสนุนปูตินหรือสนับสนุนสงครามเอง ก็ออกมาแสดงความไม่พอใจกับความล้มเหลวนี้ของกองทัพรัสเซีย
อนาสตาเซีย คาเชวาโรวา นักข่าวที่สนับสนุนสงครามมาโดยตลอด ได้ออกมาประณามผู้บัญชาการรัสเซียในพื้นที่รบ ซึ่งเธอวิจารณ์ว่าได้ระดมกำลังชายที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมารบ
“กลุ่มพลเรือนชายที่ถูกระดมพลมาถูกทอดทิ้งโดยไม่มีการสื่อสาร ไม่มีอาวุธที่จำเป็น ไม่มียารักษาโรค และไม่ได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่ โลงศพกำลังถูกส่งกลับมาเรื่อย ๆ คุณบอกเราว่าจะมีการฝึกอบรม ว่าพวกเขาจะไม่ถูกส่งไปที่แนวหน้าใน 1 สัปดาห์ นี่โกหกอีกแล้วเหรอ?” เธอกล่าว
นอกจากจะเสียกำลังพลโดยใช่เหตุแล้ว สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ยังรายงานด้วยว่า หลังจากที่รัสเซียระดมกำลังพลสำรองมา ก็แทบจะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดให้กับสมรภูมิการปะทะกับยูเครนเลย
รายงานจาก ISW ระบุว่า “กองทัพรัสเซียกำลังเสียบุคลากรที่ระดมกำลังมาโดยเปล่าประโยชน์ไปเปล่าประโยชน์ ... กองกำลังรัสเซียน่าจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้ในการปฏิบัติการเชิงรุก หากพวกเขารอจนกว่าทหารเกณฑ์ที่ระดมกำลังมาจะมากเพียงพอเพื่อรวมเป็นกองกำลังที่ใหญ่พอจะเอาชนะแนวรับของยูเครน”
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก EPA