เมื่อวานนี้ (8 พ.ย.) สื่อ Wall Street Journal รายงานว่า มาร์ก ซักเคอร์เบอร์ก ซีอีโอของเมตา (Meta) บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอป ยืนยันที่จะปลดพนักงานจำนวนหนึ่งออก โดยจะเริ่มปลดพนักงานเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น หรือเย็นนี้ตามเวลาบ้านเรา
ซักเคอร์เบิร์กกล่าวกับคณะผู้บริหารว่า จำนวนพนักงานในบริษัทจะลดลงพอสมควร และกล่าวว่า ฝ่ายสรรหาบุคลากรและทีมธุรกิจเป็นกลุ่มที่น่าจะต้องถูกเลิกจ้าง
ทวิตเตอร์ถูกฟ้อง "อีลอน มัสก์" ปลดพนักงานกะทันหันเกินไป
คาดว่าการปลดพนักงานจะเริ่มขึ้นในเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ (18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่า เขาต้องรับผิดชอบต่อการตกต่ำของบริษัท แหล่งข่าวบอกกับ Wall Street Journal ว่า การเติบโตของบริษัทในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้บริษัทประเมินสถานการณ์ผิดพลาด นำไปสู่การจ้างงานที่มากเกินความพอดี
เมตามีพนักงานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 87,000 คน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า อาจจะปลดพนักงานราว 10% ของทั้งหมด หรือเกือบ 9,000 คนโดยประมาณ ซึ่งจะเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมตา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าในการประกาศปลดจริงจะมีพนักงานมากกว่านี้หรือไม่ที่จะโดนเลย์ออฟ
ลอรี โกเลอร์ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเมตากล่าวว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยเป็นเงินเดือน 4 เดือน
เมตาประสบปัญหาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแพลตฟอร์มหลักอย่างเฟซบุ๊กกำลังสูญเสียผู้ใช้งานอายุน้อยที่ย้ายไปยังแพลตฟอร์มอื่น และต้องเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปเปิล รวมถึงเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง TikTok ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ยังขาดความเชื่อมั่นในธุรกิจด้านเมตาเวิร์ส (Metaverse) ของเมตา
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีประสบปัญหาการชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่แต่บ้านเพราะโควิด-19 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งไม่เพียงแต่เมตา เช่น อัลฟาเบต (เจ้าของกูเกิล) และแอมะซอน ต้องชะลอหรือระงับการจ้างพนักงานใหม่
ก่อนหน้านี้ Snap เลิกจ้างพนักงานถึง 1,300 คนและลดการลงทุนในบางด้าน ส่วนไมโครซอฟต์ก็เลิกจ้างพนักงานราว 1,000 คนในหลายแผนกเมื่อเดือนที่แล้ว ยังไม่นับทวิตเตอร์ภายใต้เจ้าของใหม่อย่างอีลอน มัสก์ ที่เลิกจ้างพนักงานถึงครึ่งบริษัท
เรียบเรียงจาก The Guardian
ภาพจาก AFP