ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโจ ไบเดนในฐานะฝ่ายบริหารจะทำงานได้ยากขึ้น เพราะการออกกฎหมายสำคัญๆ จะถูกสกัด ตีรวน หรือกีดกันจากสภา และจะส่งผลให้เดโมแครตมีความยากลำบากในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 2 ปีข้างหน้า
การเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจะทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน บริหารประเทศลำบากมากขึ้นในอีก 2 ปีที่เหลือ เพราะการผ่านกฎหมายสำคัญๆ ที่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากสภาจะยากขึ้นหรือทำไม่ได้เลย หากพิจารณาจากบรรยากาศทางการเมืองที่มีความแตกแยกอย่างหนัก
ตัวอย่างกฎหมายสำคัญที่พรรคเดโมเเครตต้องการผลักดันและอาจทำไม่ได้ เช่น การทำแท้งเสรีเป็นนโยบายหลักของเดโมเเครต
จุดยืนของเดโมเเครตคือ การทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนรีพับลิกันมีจุดยืนว่า การทำแท้งควรให้แต่ละรัฐเป็นผู้ออกกฎระเบียบเอง
การปะทะกันของทั้ง 2 พรรคในเรื่องนโยบายการทำแท้งเสรีที่ดุเดือดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อศาลสูงสุดซึ่งมีสัดส่วนของพรรครีพับลิกันมากกว่าเดโมเเครตได้มีการกลับคำพิพากษาคดีสำคัญคดีหนึ่งที่ชื่อ Roe v. Wade คดีใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1969
เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับหญิงคนหนึ่งที่ถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม และได้ร้องต่อศาลในรัฐเทกซัสให้แก้ไขกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้การทำแท้งทุกกรณีเป็นอาชญากรรม แต่ศาลของรัฐเทกซัสได้ยกคำร้องของเธอ
หลังจากนั้นมีการส่งคดีนี้ได้ไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีคำพิพากษาว่า กฎหมายห้ามการทำแท้งของรัฐเทกซัสขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ
คำตัดสินนี้ได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานทำให้หลายรัฐของสหรัฐฯ ได้มีกฎหมายทำแท้งเสรี ภายใต้เงื่อนไขว่าอายุครรภ์ต้องอยู่ในช่วง 3 เดือนแรก
อย่างไรก็ตาม คำตัดสินใหม่ของศาลสูงสุดที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนส่งผลให้คำพิพากษาในคดี Roe v Wade เป็นโมฆะ มีผลทำให้หลายรัฐซึ่งเคยมีการทำแท้งเสรีไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
ในการกลับคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นเพราะคณะผู้พิพากษาจำนวน 6 ใน 9 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทั้งหมดซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มชาตินิยมผิวขาวเคร่งศาสนา ที่รณรงค์ต่อต้านการทำแท้งมาอย่างยาวนานหลายสิบปี
พรรคเดโมเเครตออกมาตอบโต้และพยายามหยุดความพยายามนี้ของพรรครีพับลิกันด้วยการพยายามผ่านร่างกฎหมายรัฐบาลกลางหรือ Federal Law เพื่อคุ้มครองสิทธิการทำแท้ง แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ
เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น เพราะการผ่านกฎหมายนี้ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่เรียกว่า Filibuster หรือ กลยุทธ์การเตะถ่วงในชั้นอภิปราย โดยก่อนการลงมติ ต้องมีเสียงวุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า 60 เสียงจาก 100 เสียงโหวตก่อน แต่เดโมเเครตมีเสียง ส.ว. แค่ 50 เสียงซึ่งไม่เพียงพอ
เดโมเเครตระบุว่า ถ้าได้เสียงมากพอจะผ่านร่างกฎหมายนี้ให้ได้
ขณะที่การควบคุมอาวุธปืนก็เป็นอีกประเด็นใหญ่ที่อยู่ในการเลือกตั้งทุกครั้งในแทบทุกระดับ โดยพรรคเดโมเเครตพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวดมากขึ้นรวมถึงการห้ามใช้อาวุธปืนแบบจู่โจม
ในขณะที่พรรครีพับลิกันประกาศชัดเจนว่า จะให้สิทธิการครอบครองอาวุธปืนอย่างเสรีให้กับชาวอเมริกันตามที่มีการระบุไว้ใน Second Amenment หรือ บทบัญญัติเพิ่มเติมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2
นอกเหนือจากการสกัดไม่ให้มีการผ่านกฎหมายแล้ว การมีเสียงข้างมากในสภายังหมายถึงพรรครีพับลิกันสามารถยกเลิกนโยบายที่สำคัญบางอย่างที่ประธานาธิบดีไบเดนประกาศใช้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น งบประมาณด้านการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การล้างหนี้กยศ.ชาวอเมริกัน และการปรับเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคล
การกลับมาคุมเสียงข้างมากในสภาของรีพับลิกันยังอาจหมายถึงการล้มคดีหรือข้อกล่าวหาที่มีต่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์ได้ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะคดีจลาจลและการบุกอาคารรัฐสภา
เหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ในระหว่างที่วุฒิสมาชิกกำลังประชุมเพื่อประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตได้ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ
ที่สวนสาธารณะ The Ellipse ไม่ไกลจากอาคารรัฐสภา บรรดาผู้สนับสนุนทรัมป์นัดหมายชุมนุมกัน โดยมีทรัมป์ขึ้นปราศรัยด้วย
ในตอนแรกการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ จนกระทั่งเมื่อทรัมป์เริ่มปลุกระดมผู้คน โดยบอกพวกเขาว่า ให้สู้สุดชีวิต ผู้ชุมนุมจึงเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังอาคารรัฐสภา ก่อนจะฝ่าราวกั้นเข้าไปด้านใน
ในจำนวนคนที่บุกเข้าไป มีสมาชิกของกลุ่มขวาจัดหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดอย่างกลุ่ม “คิวอะนอน" (QAnon)
คนเหล่านี้บุกเข้าไปห้องต่างๆ ทำลายข้าวของ และพยายามตามหาตัวบรรดา ส.ว. ที่ทำหน้าที่รับรองชัยชนะของโจ ไบเดนในวันนั้น เช่น แนนซี เพโลซี
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีคนเสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บอีกนับร้อย หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตอนนั้นกำลังจะหมดวาระเผชิญกับการถูกถอดถอนทันที ในข้อหาปลุกปั่นยุยงให้เกิดความรุนแรง
อย่างไรก็ตามในขั้นการพิจารณาของส.ว. มติการถอดถอนไม่ถึง 2 ใน 3 เพราะได้เพียง 57 ต่อ 43 เสียง ไม่ถึง 67 เสียง จึงไม่สามารถถอดถอนได้
แต่ความพยายามเอาผิดกับทรัมป์ในข้อหายุยงปลุกปั่นยังไม่หยุด เพราะสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรคเดโมเเครตคุมเสียงข้างมากได้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาสอบสวนต่อ
การไต่สวนนัดแรกของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีแคโรลีน เอ็ดเวิร์ดส ตำรวจรัฐสภาซึ่งได้รับบาดเจ็บที่สมองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผู้ขึ้นให้การคนแรก
เธอระบุว่าภาพที่เห็นเหมือนกับฉากในภาพยนต์สงคราม นอกจากนั้นยังมีอดีตที่ปรึกษาและคนใกล้ชิดของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น อิวานก้า ทรัมป์ บุตรสาวของเขา เข้าร่วมในกระบวนการสอบสวน
โดยอิวานก้ายอมรับว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ว่า พ่อของเธอถูกขโมยชัยชนะในการเลือกตั้งตอนปลายปี 2020 ตามที่พ่อของเธออ้าง
อีกคนที่ให้การในทางเดียวกันคือ วิลเลียม บาร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โดยเขาบอกว่า เขาได้พยายามอธิบายกับทรัมป์หลายครั้งแล้วว่า สิ่งที่ทรัมป์ประกาศว่าถูกโกงการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ไม่มีมูล เพราะข้อเท็จจริงคือเขาแพ้การเลือกตั้งและเขาควรจะยอมรับผลที่ออกมา
การไต่สวนเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง โดยกรรมาธิการยังเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากทรัมป์ เช่น หลักฐานการพูดคุยทางโทรศัพท์ การส่งข้อความในวันที่เกิดเหตุ แต่ทีมงานของทรัมป์ก็ขอเลื่อนและผลัดผ่อนออกไปตลอดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกตัวมาให้การ
ดังนั้น หากรีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีโอกาสสูงมากที่คณะกรรมาธิการสืบสวนชุดนี้มีโอกาสถูกยุบ
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเป็นการเคลียร์ทางให้โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาผงาดอีกครั้ง และอาจเรียกได้ว่าคนที่ยินดีกับการที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภามากที่สุดคือ โดนัลด์ ทรัมป์
โดยล่าสุด ทรัมป์ขึ้นเวทีประกาศว่า นี่เป็นค่ำคืนที่น่าตื่นเต้นมาก ขณะนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าทรัมป์จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยหน้าที่จะจัดขึ้นในปี 2024 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้าโดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเขาระบุว่าจะประกาศข่าวใหญ่ในวันที่ 15 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
นอกจากการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว การที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภายังอาจหมายถึงการแก้แค้นหรือเอาคืนทางการเมือง โดยอาจมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาสอบสวนการทำงานหลายเรื่องของประธานาธิบดีไบเดน รวมถึงการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานซึ่งถูกมองว่าเป็นไปอย่างขลุกขลักและก่อให้เกิดอันตราย
อย่างไรก็ตาม หนทางที่ทรัมป์จะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ไม่ใช่ว่าจะราบเรียบ เพราะในพรรคเองก็มีหลายคนที่อยากเป็นตัวแทนลงชิงชัย
หนึ่งในนั้นคือ รอน ดีแซนติส ซึ่งเพิ่งจะคว้าชัยชนะได้อย่างงดงามในการชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดา
โดยเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง ชาร์ลี คริสต์ จากเดโมเครตได้อย่างขาดลอยด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 59.4 ต่อร้อยละ 40.0
รอน ดีแซนติส เป็นนักการเมืองฝ่ายขวา มีแนวคิดคัดค้านการทำแท้ง รวมถึงคัดค้านโครงการสวัสดิการต่างๆ ที่สร้างภาระด้านงบประมาณให้แก่หน่วยงานภาครัฐ
ที่ผ่านมา เขาไม่เคยปิดบังว่าอยากเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในอนาคต แน่นอนว่าท่าทีของเขาถูก โดนัลด์ ทรัมป์ออกมาตีกันทันที
ทรัมป์เคยกล่าวโจมตีหรือเหน็บแนมดีแซนติสหลายครั้ง
เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจนว่าดีแซนติสชนะเลือกตั้ง ทรัมป์ออกมาประกาศว่า ดีแซนติสควรหยุดแค่นั้น ไม่ควรมีความทะเยอทะยานในการลงแข่งขันกับตัวเขา
อีกคนที่เคยแสดงความสนใจในการเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคือ เกร็ก แอบบ๊อต ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเทกซัส
อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ดีแซนติส ดูเหมือนจะมีภาษีที่ดีกว่า และน่าจะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับทรัมป์มากกว่าหากเขาตัดสินใจลงแข่งขันชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันจริง
ทั้งนี้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้เข้าแข่งขันในนามของพรรคจะต้องผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคตัวเองก่อน