สำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักร รายงานเมื่อวานนี้ว่า ราคาสินค้าผู้บริโภคอังกฤษ ในเดือนตุลาคมของปีนี้ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 10.7%
ทั้งนี้หน่วยงานดังกล่าว ระบุว่า ราคาก๊าซ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟ รวมถึงราคาอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออังกฤษทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1981 หรือในรอบ 41 ปี
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อของเดือนตุลาคมใน 19 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร และสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เปิดเผยการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้ออังกฤษน่าจะพุ่งถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 11% ในไตรมาสที่ 4 ของปี และจะอ่อนตัวลงในช่วงต้นปีหน้า
ทั้งนี้รายงานตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ ประจำเดือนตุลาคม ออกมาก่อนที่ เจเรมี ฮันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอังกฤษจะเปิดเผยแผนงบประมาณใหม่ในวันนี้ (17 พ.ย.) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีจำนวนมาก และปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่ออุดช่องโหว่ทางการเงินสาธารณะของประเทศมูลค่า 5 หมื่นล้านปอนด์ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างและสวัสดิการ รวมทั้งเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขและการศึกษา
ส่วนความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการธนาคารกลางอังกฤษ เมื่อวานนี้ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยสมาชิกภายนอกของคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ ระบุว่า Brexit ซึ่งเป็นการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่เกิดหลังการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอย่างมาก และตอนนี้เริ่มเห็นการชะลอตัวทางการค้าครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆของโลก
นอกจากนี้ยังพบว่าการส่งออกบริการของอังกฤษเริ่มซบเซา และเห็นแนวโน้มตัวเลขการส่งออกลดลง และการนำเข้าอาจจะมากกว่าการส่งออกเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ แคทเธอรีน แมนน์ (Catherine Mann) สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษระบุว่า Brexit ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดเล็กมากที่สุด เนื่องจากต้องมีเอกสารที่จำเป็นเพิ่มเติม สำหรับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ซึ่งเอกสารเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
สำหรับสหราชอาณาจักรเวลานี้กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย และความเสียหายจากการประกาศนโยบายการคลังที่ผิดพลาด
Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีความแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และอาจกระทบกระเทือนไปถึงนโยบายการคลังของธนาคารอังกฤษ
ที่ผ่านมารัฐบาลอังกฤษได้ออกมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบของการกำหนดเพดานราคาพลังงาน และครัวเรือนมีเงินออมเพิ่มเติมที่อาจใช้ในยามฉุกเฉิน แต่ความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการกำหนดเพดานราคาพลังงานสิ้นสุดในเดือนเมษายนปีหน้า แม้เวลานี้สถานการณ์ในตลาดพลังงานดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อุปทานก๊าซมีไม่เพียงพอ หากการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากยุโรปลดลง และอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นต้องปันส่วนก๊าซกันในช่วงฤดูหนาว