ภาพวินาทีที่เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณฐานทัพเอนเกลส์ ในนครซาราตอฟ ที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงจับไว้ได้ โดยภาพเผยให้เห็นแสงวาบจากระเบิดที่สว่างเป็นวงกว้าง หลังจากโดรนโจมตีถูกยิงตก
นอกจากภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ในทวิตเตอร์ยังได้การเผยแพร่ภาพของสถานที่ใกล้เคียงขณะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น
ภาพวิดีโอจากพื้นที่ใกล้ๆกับฐานทัพเอนเกลส์ ที่ถูกเผยแพร่โดยอวน แมคโดนัลด์ บรรณาธิการของสำนักข่าวเดอะวอยซ์ออฟยูเครน
ในคลิปมีเสียงของวัตถุบางอย่างที่บินอยู่เหนือน่านฟ้า ก่อนจะเกิดแสงจากการระเบิด หลังจากนั้นจึงตามมาด้่วยเสียงจากระเบิดที่ดังสนั่น เนื่องจากพื้นที่ที่ปรากฏในคลิปคาดว่าน่าจะอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 6 กิโลเมตร
จากนั้นบริษัทแม็กซาร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการภาพถ่ายทางดาวเทียม ได้เผยภาพความเสียหายของฐานทัพเอนเกลส์ ซึ่งตั้งอยู่ในนครซาราตอฟ ทางตอนกลางของรัสเซีย หลังจากถูกโจมตี
ส่วนภาพถ่ายทางดาวเทียมของฐานทัพเดียกลิเลโว ในเมืองเรียซาน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซาราตอฟไปราว 700 กิโลเมตร จะเห็นได้ว่ามีเครื่องบินได้รับความเสียหายเช่นกัน
หลังจากเกิดเหตุดังกล่าว อิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมยูเครน ได้ออกมารายงานว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของทางฝั่งยูเครน ที่พยายามใช้โดรนบินในเพดานต่ำเพื่อหลบหลีกระบบตรวจจับของรัสเซีย
อย่างไรก็ดี โฆษกกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่า โดรนของยูเครนลำดังกล่าวถูกโจมตีสกัดก่อนที่จะสร้างความเสียหาย
ส่วนเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเกิดจากการยิงสกัดโดรนลำกล่าว จนทำให้ไปตกในเขตพื้นที่ของฐานทัพอากาศรัสเซีย และก่อให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยกับด้านนอกเครื่องบินของรบรัสเซีย
ขณะเดียวกัน อิกอร์ โคนาเชนคอฟ ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของทางการรัสเซียที่ทำงานอยู่ในสนามบินเสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย
ตอนนี้ทางการยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่นักวิเคราะห์ระบุไปในทิศทางเดียวกับรัสเซียว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจเป็นฝีมือของยูเครน
หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่จะถือว่าเป็นส่งสัญญาณโต้กลับของยูเครนที่ชัดเจนมากครั้งหนึ่งและจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัสเซีย
เพราะการโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แหล่งข่าวระบุว่าป็นการโจมตีด้วยโดรนจากพื้นที่บริเวณชายแดนของยูเครนไปยังฐานทัพอากาศเอนเกลส์ ในนครซาราตอฟ ซึ่งคิดเป็นระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร
ส่วนการโจมตีฐานทัพอากาศฐานทัพเดียกลิเลโวในเมืองเรียซาน ก็อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนไปราว 500 กิโลเมตร
นี่หมายความว่า โดรนของยูเครนสามารถบินข้ามชายแดนรัสเซียไปได้ไกลราว 500-1,000 กิโลเมตร จนเกือบเข้าใกล้ฐานทัพอากาศของรัสเซียได้ โดยไม่ถูกยิงตกตั้งแต่เข้าเขตน่านฟ้าแดนรัสเซีย
ลูค ฮาร์ดดิง นักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวเดอะการ์เดียนได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการณ์ว่า ยูเครนสามารถพัฒนาโดรนจู่โจมที่มีพิสัย 1,000 กิโลเมตรสำเร็จแล้ว
โดยเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อูโครบารอนพรอม (Ukroboronprom) บริษัทผู้ผลิตอาวุธสัญชาติยูเครนได้เผยแพร่ภาพชิ้นส่วนของโดรนจู่โจมพิสัย 1,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยหัวรบหนัก 75 กิโลกรัม
ด้านเจ้าหน้าที่ของอูโครบารอนพรอม (Ukroboronprom)ให้สัมภาษณ์กับสื่อของทางการยูเครนว่า การพัฒนาโดรนลำนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2022 นี้
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทางการของยูเครนบางรายระบุว่า โดรนรุ่นดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้โจมตีรัสเซียเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าโดรนที่พุ่งเข้าโจมตีฐานทัพอากาศใจกลางแผ่นดินรัสเซียเป็นโดรนรุ่นล่าสุดของยูเครนหรือไม่
แต่บรรดานักวิเคราะห์ชาติตะวันตกให้ความเห็นว่า การโจมตีครั้งนี้อาจทำให้รัสเซียเกิดความกังวล เนื่องจากโดรนทั้งสองลำสามารถบินได้ไกลเกือบ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระยะทางที่มากพอที่จะไปถึงจุดใดก็ได้ในรัสเซีย
นอกจากนี้ โดรนจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงดุลของสนามรบ ซึ่งขณะนี้ฝั่งรัสเซียกำลังได้เปรียบจากการโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธร่อนจากแผ่นดินตนเอง หากโดรนดังกล่าวสามารถบินไปถึงที่ใดก็ได้ในรัสเซีย
นั่นหมายความว่า ยูเครนจะสามารถส่งโดรนไปทำลายหรือฐานยิงขีปนาวุธของรัสเซียได้ และจะทำให้แผนการรบของรัสเซียที่เน้นการโจมตีทางอากาศใช้ ได้ผลกับยูเครนน้อยลง
แน่นอนว่าการโจมตีฐานทัพอากาศสองแห่งใจกลางของแผ่นดินรัสเซีย สร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งรัสเซียเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการลูบคมรัสเซีย
นอกจากนี้ในมุมของรัสเซีย การโจมตีเช่นนี้ของยูเครนถือเป็นการก่อการร้าย ซึ่งไม่ต่างจากเหตุระเบิดสะพานเคียร์ช ที่เชื่อมระหว่างคาบสมุทรไครเมียกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ทำให้รัสเซียตัดสินใจตอบโต้ยูเครนกลับภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่ฐานทัพอากาศทั้งสองแห่ง
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวานนี้ ( 5 ธ.ค.)ว่า กองทัพรัสเซียได้กระหน่ำยิงขีปนาวุธถล่มโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบพลังงาน ในหลายพื้นที่ของยูเครน
ด้านอิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธชนิดความแม่นยำสูงจากทั้งทางอากาศและทางทะเล โจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของยูเครน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบพลังงาน รวมถึงระบบการสื่อสาร ซึ่งการโจมตีสามารถทำลายทุกเป้าหมายที่กองทัพกำหนดไว้
ขณะที่รัสเซียโจมตียูเครนเมื่อวานนี้ เสียงไซเรนจากสัญญาณเตือนภัยทางอากาศในกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครนก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ ท่ามกลางอุณหภูมิภายนอกที่ติดลบและเต็มไปด้วยหิมะ
ด้านประชาชนในกรุงเคียฟต่างก็รีบลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนหาที่หลบภัยจากการโจมตีใหญ่ของรัสเซีย
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีของรัสเซียรอบนี้ ถือว่าน้อยกว่าครั้งก่อน ๆ
หน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า รัสเซียได้สั่งลดจำนวนเครื่องบินรบในน่านฟ้าของยูเครนลงอย่างมีนัยสำคัญและรัสเซียอาจสูญเสียอากาศยานไปแล้วไม่น้อยกว่า 60 ลำ
ส่วนสาเหตุที่รัสเซียลดการโจมตีทางอากาศ สหราชอาณาจักรประเมินว่าอาจมาจาก 3 สาเหตุคือ สภาพอากาศที่เลวร้ายลง ข้อจำกัดด้านเพดานการบินของฝั่งกองทัพอากาศรัสเซีย และการที่ยูเครนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง
สำหรับเรื่องระบบป้องกันภัยทางอากาศ การวิเคราะห์ของสหราชอาณาจักรสอดคล้องกับคำพูดของผู้นำยูเครน
โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน สามารถโจมตีสกัดขีปนาวุธของรัสเซียไว้ได้จำนวนมาก โดยสำนักข่าว CNN ระบุว่า ยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธรัสเซียไว้ได้ราว 60 ลูก
แม้ว่าทางยูเครนจะสามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้จำนวนมาก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เล็ดลอดจากระบบตรวจจับและไปตกสร้างความเสียหายให้แก่บางพื้นที่ของยูเครน เช่น แคว้นซาโปริซเซีย ทางตอนใต้ ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นที่นั่น
ขีปนาวุธบางส่วนที่รอดพ้นจากการตรวจจับ และการสกัดของระบบป้องกันภัยทางอากาศได้พุ่งไปตกบริเวณเขตชุมชน ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหายและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย
ขณะเดียวกัน ทางการยูเครนเปิดเผยว่าขีปนาวุธบางส่วนได้ไปทำรายระบบประปาและไฟฟ้าในเมืองครีวี ริฮ์ และเมืองทางตอนใต้ของแคว้นโอเดสซา ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของยูเครนด้วย
นอกจากนี้ สำนักข่าวท้องถิ่นของมอลโดวารายงานว่า ตำรวจของมอลโดวาพบเศษชิ้นส่วนของขีปนาวุธ ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากพื้นที่ทางเหนือของประเทศส่วนที่ติดกับยูเครน
อย่างไรก็ดี ทางการมอลโดวายังไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นอกจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย จะเกิดขึ้นในวันที่ฐานทัพอากาศของตนเองถูกโจมตีแล้ว
เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในวันที่มีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนด้วย โดยการโจมตีเมื่อวานนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 28 ปีการลงนามบันทึกบูดาเปสต์ (Budapest memorandum)
บันทึกบูดาเปสต์เป็นบันทึกความเข้าใจ 6 ฝ่ายคือ เบลารุส ยูเครน คาซัคสถาน รัสเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในการขอให้ยูเครน ซึ่งในอดีตเคยเป็นประเทศที่ถือครองนิวเคลียร์เป็นอันดับ 3 ของโลก ยอมส่งมอบนิวเคลียร์คืนและทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์รุ่นตูปาเลฟ ตู-ทเว็นตี้ทู (Tu-22)
โดยรัสเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ให้หลักประกันหรือสัญญาแบบไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายว่า จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพทางดินแดน รวมถึงไม่ใช้กำลังข่มขู่เบลารุส ยูเครน คาซัคสถาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจหรือด้านการทหาร
นี่เป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ยูเครนยอมสละขีปนาวุธทางด้านนิวเคลียร์ทั้งหมดที่ได้รับมาสหภาพโซเวียต คืนให้กับรัสเซีย และกลายเป็นรัฐที่ไม่มีนิวเคลียร์ ตลอดจนไร้อาวุธในการป้องปรามนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ผ่านมา 28 ปี รัสเซียได้ละเมิดสัญญาที่เคยให้ไว้แก่ยูเครนอย่างร้ายแรง ด้วยการตัดสินใจรุกรานยูเครน
ในการทิ้งขีปนาวุธเพื่อโจมตียูเครน รัสเซียได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นตูปาเลฟ-ทเว็นตี้ทู (Tu-22) ทิ้งขีปนาวุธ ซึ่งยูเครนยอมทำลายเครื่องบินลำนี้ของตนเองทิ้ง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ให้กับโลกในเวลานั้น
การละเมิดบันทึกบูดาเปสต์ในครั้งนี้ กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับยูเครนและหลายประเทศเล็กที่ถือครองนิวเคลียร์ว่า ไม่มีหลักประกันใดจะมั่นคงไปกว่าการถือนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง และนั่นทำให้การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของทุกประเทศยากขึ้น
ขณะที่รัสเซียกำลังโจมตียูเครนทางอากาศอย่างหนักด้วยขีปนาวุธ เมื่อวานนี้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ก็ได้เดินทางไปยังสะพานเคียร์ช ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรัสเซียแผ่นดินใหญ่และคาบสมุทรไครเมีย ที่ผนวกจากยูเครนมาเมื่อปี 2014
เมื่อวานนี้ สำนักข่าวรัสเซียรายงานว่าประธานาธิบดีปูติน ได้ขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ไปเยี่ยมชมและตรวจเยี่ยมการซ่อมแซมสะพานเคียร์ชเป็นครั้งแรก ซึ่งสะพานนี้ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของฝั่งยูเครน ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เมื่อไปถึง ผู้นำรัสเซียก็ได้เดินเยี่ยมชมความเสียหายและกระบวนการซ่อมแซมสะพาน พร้อมพูดคุยกับทีมเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับแผนในการเปิดใช้สะพานอีกครั้ง
ด้านเจ้าหน้าที่ระบุว่าจะสามารถกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้งในเดือนกันยายน ปี 2023 หรืออาจเร็วกว่านั้นหากการดำเนินงานไม่ได้ติดขัด