การโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ (5 ธ.ค.) ตามเวลาบ้านเรา โดยจุดที่ตกเป็นเป้าหมายคือ ฐานทัพทางอากาศ 2 แห่งทางตอนกลางของรัสเซีย
หลังจากนั้นรัสเซียก็กระหน่ำโจมตียูเครนอย่างหนัก แต่ยูเครนประกาศว่าต้องสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน นี่จึงเป็นที่มาของการโจมตีข้ามแดนรอบ 2 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา เป้าหมายในคราวนี้ยังคงเป็นสนามบินของรัสเซียเช่นเดิม
ภาพเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในสนามบินแห่งหนึ่งในเมืองคูร์สก์ ทางภาคตะวันตกของรัสเซีย หลังจากที่มีรายงานว่าถูกโดรนของยูเครนโจมตี การถูกลอบโจมตีบนแผ่นดินของตนเองครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเพียง 2 วันเท่านั้น
โดยครั้งแรกและครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ในคราวนั้น เป้าหมายอยู่ที่สนามบินทางการทหารเช่นเดียวกัน
จุดแรกคือ ฐานทัพอากาศเอนเกลส์ ในนครซาราตอฟ ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของรัสเซีย ห่างจากชายแดนยูเครนเกือบ 800 กิโลเมตร
ส่วนจุดที่ 2 คือ ฐานทัพอากาศเดียกลิเลโว ในเมืองเรียซาน ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนไปราว 500 กิโลเมตร
ส่วนล่าสุดจุดที่ 3 คือ ฐานทัพอากาศที่เมืองคูร์สก์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนไปราว 150 กิโลเมตร
วินาทีที่เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณฐานทัพอากาศเอนเกลส์ ภาพนี้เผยให้เห็นแสงวาบจากระเบิดที่สว่างเป็นวงกว้าง หลังจากโดรนจู่โจมถูกทหารรัสเซียยิงตก
ฐานทัพอากาศเอนเกลล์คือ จุดยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญของรัสเซีย เพราะเป็นจุดประจำการของฝูงบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศรัสเซีย
บริษัทแม็กซาร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการภาพถ่ายทางดาวเทียม ได้เผยแพร่ภาพฐานทัพเอนเกลส์ แสดงให้เห็นถึงเครื่องบินที่เสียหายหลายลำ
หนึ่งในนั้นคือเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลตูโปเลฟ ตู-ไนน์ตี้ไฟว์ (Tupolev Tu-95) ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อแผนยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของรัสเซีย เหมือนกับบทบาทของเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 ของกองทัพสหรัฐฯในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงสงครามเย็น
หลังจากนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย อิกอร์ โคนาเชนคอฟ ได้แถลงทันทีว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีด้วยโดรนที่เป็นฝีมือของยูเครน
โดยโดรนที่ใช้เป็นโดรนที่พัฒนาในยุคของสหภาพโซเวียต และเป้าหมายของการโจมตีคือเพื่อทำลายอากาศยานระยะไกลของรัสเซีย
จนถึงขณะนี้ทางการยูเครนยังไม่ได้ออกมาปฏิเสธหรือยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุโจมตีฐานทัพอากาศของรัสเซียทั้งสามแห่ง
อย่างไรก็ตาม นิวยอร์กไทม์ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างอิงคำพูดของเจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งว่า โดรนที่ใช้โจมตีรัสเซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาถูกปล่อยออกมาจากเขตแดนของยูเครน
โดยการโจมตีครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากองกำลังพิเศษของยูเครนที่อยู่ในแผ่นดินของรัสเซีย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฐานทัพที่ถูกโจมตี
การที่โดรนของยูเครนสามารถบินข้ามชายแดนรัสเซียไปได้ไกลราว 500-1,000 กิโลเมตร และเข้าใกล้ฐานทัพอากาศของรัสเซียได้โดยไม่ถูกยิงตกตั้งแต่เข้าเขตน่านฟ้ารัสเซีย
นี่คือสิ่งที่หลายฝ่ายระบุว่าเป็นความล้มเหลวทางด้านยุทธศาสตร์ของรัสเซีย หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าถ้าการโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของฝั่งยูเครนจริง อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้ยูเครนทำเช่นนี้
หนึ่งในความเป็นได้ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้คือ ยูเครนทำไปเพื่อป้องกันตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อต้องการเปิดหน้าทำสงครามเต็มรูปแบบด้วยการรุกรานรัสเซียกลับ
แต่ที่จำเป็นต้องโจมตีเข้าแผ่นดินรัสเซียก็เพื่อทำลายยุทโธปกรณ์ทางการทหารอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลเพื่อไม่ให้รัสเซียใช้ในการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนได้
ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัสเซียใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล รวมทั้งยิงขีปนาวุธจากพื้นดินและจากทะเลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือ ตัดน้ำ ตัดไฟ ให้ชาวยูเครนหนาวและอดตาย
ยูเครนสามารถตั้งรับได้ด้วยการใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่ปัญหาก็คือ ขณะนี้ยูเครนไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ครอบคลุมหรือมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันตนเองจากการถูกกระหน่ำโจมตีจากรัสเซียในทุกพื้นที่ได้
วิธีเดียวที่จะสกัดการโจมตีได้ในตอนนี้คือ การโจมตีจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารในแผ่นดินรัสเซียที่เป็นจุดตั้งต้นของการโจมตีทางอากาศ อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้ของยูเครนมีความสุ่มเสียง
ความสุ่มเสี่ยงดังกล่าวคือ การทำให้นาโตถูกดึงเข้าไปร่วมในสงครามโดยตรง หากอาวุธที่ใช้โจมตีเป็นอาวุธที่นาโตส่งไปให้ นี่ทำให้ทางฝั่งสหรัฐฯ ต้องออกมาประกาศจุดยืนทันที
แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงเมื่อคืนวานนี้ว่า อาวุธที่ยูเครนใช้โจมตีรัสเซียเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาไม่ใช่อาวุธของสหรัฐฯ
อีกทั้งทางสหรัฐฯ ก็ไม่มีนโยบายการส่งเสริมให้ยูเครนดำเนินการโจมตีข้ามพรมแดน
โดยอาวุธที่สหรัฐฯ ส่งไปให้ยูเครนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีจุดประสงค์เพื่อให้ยูเครนใช้ป้องกันอธิปไตยของตนเองเท่านั้น
ที่ผ่านมา นาโตและสหรัฐฯ ระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ถูกดึงเข้าไปเผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง เพราะจะนำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
ตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม นาโตและสหรัฐฯ พยายามจำกัดบทบาทของตนเองให้เป็นเพียงผู้สนับสนุนให้ยูเครนป้องกันตัวเองได้จากการถูกรุกราน และหลีกเลี่ยงการสนับสนุนให้ยูเครนโจมตีรัสเซีย ด้วยการปฏิเสธคำร้องขอบางอย่างของยูเครน
ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเขตห้ามบินหรือ No Fly Zone เหนือน่านฟ้ายูเครน เพราะถ้าทำเช่นนั้น ฝั่งนาโตจะต้องใช้เครื่องบินเข้าสกัดเครื่องบินของรัสเซียทันที ที่บินเข้ามาในน่านฟ้ายูเครน หรือแม้แต่ปฏิเสธไม่ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศประสิทธิภาพสูงสุดอย่าง ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพริออตให้เพื่อที่ยูเครนจะได้ใช้ในการป้องกันตัวได้ดีกว่านี้
ระบบขีปนาวุธแพทริออต PATRIOT (Phased Array Tracking Radar to Intercept of Target) หรือ MIM-104 แพทริออต เป็นขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศของกองทัพสหรัฐฯ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโต้และทำลายเครื่องบินรบ และหัวรบแทบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่ถูกยิงเข้ามา ถือเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงตัวหนึ่งในเวลานี้
โดยรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนร้องขอให้นาโตส่งระบบป้องกันภัยนี้ให้ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศนาโตที่ประเทศโรมาเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
โดยให้เหตุผลว่า เพื่อใช้รับมือกับการโจมตีอย่างหนักของรัสเซีย ที่ขณะนี้กำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างหนัก ส่งผลให้คนจำนวนมากต้องอยู่ท่ามกลางอากาศที่เย็นจัดในของฤดูหนาว
หลังการออกมาเรียกร้องของรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน เลขาธิการนาโต เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก ออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะชาติสมาชิกบางชาติ เช่น เยอรมนีแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะทางเยอรมนีมองว่าหากส่งระบบแพทริออตเข้าไปในยูเครน สิ่งที่จะต้องไปกับระบบคือทหารจากประเทศนาโต ไม่ว่าจะเป็นจากสหรัฐฯ หรือเยอรมนี เพื่อเข้าไปติดตั้งและใช้งานระบบนี้
นี่หมายความว่าจะมีทหารนาโตเข้าไปปฏิบัติการในยูเครนเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดสงคราม ซึ่งนาโตหลีกเลี่ยงเรื่องนี้มาตลอด เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง
ล่าสุด สำนักข่าวเคียฟอินดิเพนเดนท์ (Kiev Independent) ของยูเครนรายงานว่า เยอรมนียืนยันแล้วว่าจะไม่ส่งระบบแพทริออตให้ยูเครน แต่จะส่งไปโปแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของยูเครนและเป็นสมาชิกนาโตแทน
แต่นอกจากจะได้รับระบบแพทริออตแล้ว เมื่อวานนี้โปแลนด์ยังได้รับอาวุธที่สั่งซื้อจากเกาหลีใต้ด้วย
เมื่อวานนี้ ( 6 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า โปแลนด์ได้รับมอบอาวุธล็อตแรกแล้ว หลังจากที่ทำสัญญาซื้อขายอาวุธกับเกาหลีใต้
อาวุธที่เดินทางมาถึงในรอบนี้ประกอบด้วย รถถังรุ่นเคทูจำนวน 10 คัน และปืนใหญ่อัตตราจรฮาวอิตเซอร์ รุ่นเคไนน์ ธันเดอร์ อีก 24 คัน
อาวุธเหล่านี้เป็นหนึ่งในอาวุธที่อยู่ในสัญญาการซื้อขายระหว่างโปแลนด์และเกาหลีใต้ ซึ่งทำร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคมผ่านมา โดยเกาหลีใต้ไ้ด้สั่งรถถังรุ่นเคทูไปจำนวน 180 คัน และเครื่องบินเจ็ทจู่โจมรุ่น FA-50 อีก 48 ลำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 526,000 ล้านบาท
ในขณะสงครามยังคงดำเนินต่อไป เมื่อวานนี้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC ก็ได้มีการเปิดประชุมเพื่อหารือในประเด็นการยุติสงครามในยูเครนและทำให้ทั้งสองฝ่ายลงนามสันติภาพให้ได้โดยเร็ว
อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ทางผู้แทนสหรัฐฯ ยูเครน และรัสเซียประจำสหประชาชาติได้มีการโต้เถียงและโทษกันไปมาว่าตั้งใจให้สงครามยืดเยื้อ
โดยวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติกล่าวว่า ทางรัสเซียต้องการยุติสงครามโดยเร็วเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทุกประเทศเห็นด้วย ยกเว้นแค่ชาติตะวันตกกับยูเครน
นอกจากนี้ทูตรัสเซียประจำยูเอ็นยังกล่าวเชิงตำหนิชาติตะวันตกว่าเป็นผู้ที่ทำให้รัสเซียต้องทำสงครามนี้ต่อไป เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในสงครามนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าชาติตะวันตกต้องการต่อต้านรัสเซีย
หลังจากนั้น เซอร์กี คิสลิสตยา เอกอัครราชทูตถาวรยูเครนประจำสหประชาชาติ ได้พูดตอบกลับทูตรัสเซียว่า ยูเครนคือผู้ที่ต้องการสันติภาพมากที่สุด ทุกประเทศต้องไม่ลืมว่ายูเครนคือผู้ที่ถูกรัสเซียรุกราน และประชาชนยูเครนจำนวนไม่น้อยก็เสียชีวิตไปเพราะสงคราม
ก่อนที่ลิซา คาร์ที อัครราชทูต ผู้แถนถาวรสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ จะตอบโต้รัสเซียว่า เมื่อดูจากสิ่งที่เกิดในสนามรบอย่างการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน ชัดเจนว่าผู้นำรัสเซียไม่ได้มีเจตนาที่จะลงนามสันติภาพแน่นอน นอกจากนี้เธอย้ำว่า สหรัฐฯ จะช่วยยูเครนต่อไป