หากใครที่ชื่นชอบการติดตามข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม อาจเคยได้ยินเรื่องราวของสถานที่หนึ่งในอินเดีย ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก โดยมีแลนด์มาร์กหลักคือภูเขาลูกหนึ่ง แต่มันไม่ใช่ภูเขาที่เกิดจากหินดินทราย แต่เป็น “ภูเขาขยะ” ที่สูงเท่ากับตึก 20 ชั้น!
เรากำลังพูดถึง “บ่อฝังกลบบาลสวา (Bhalswa Landfill)” พื้นที่ทิ้งขยะที่ปัจจุบันเก็บไปด้วยขยะจำนวนมหาศาล จนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม มีความสูงกว่า 62 เมตร
พบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ ว่ายและดำน้ำได้เหมือนเป็ด!
ความอันตรายของกองขยะระฟ้านี้คือ มันเป็นแหล่งก่อก๊าซมีเทน หนึ่งในการเรือนกระจกที่เป็นภัยต่อโลก ซึ่งเกิดจากการหมักหมมของขยะ โดยเฉพาะขยะชีวภาพหรือขยะที่เป็นสารอินทรีย์ เนื่องจากมีจุลินทรีย์มาย่อยสลายสารอินทรีย์ในขยะเหล่านี้จนเกิดเป็นก๊าซดังกล่าว
การหมักหมมของกองขยะนี้ยังมีโอกาสที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ด้วย (มีเทนเป็นก๊าซติดไฟได้) เฉพาะปีนี้เกิดอัคคีภัยจากกองขยะไปแล้วถึง 14 ครั้ง
ประเด็นสำคัญคือ บ่อฝังกลบบาลสวาตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเดลี เป็นหนึ่งในเขตชุมชนที่มีประชาชนพักอาศัยอยู่กว่า 200,000 คน แต่ประชาชนเหล่านี้ไม่สามารถย้ายถิ่นที่อยู่ได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องทุนทรัพย์
ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจำนวนมากจึงไม่มีทางเลือก ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษที่เกิดขึ้นจากกองขยะ น้ำที่ใช้อาบก็เป็นน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก เรียกได้ว่าเป็นคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนในพื้นที่
ทั้งนี้ บาลสวาไม่ใช่บ่อฝังกลบขยะที่มีกองขยะสูงที่สุดในเดลี เจ้าของสถิตินั้นคือ กาซิพูร์ แต่บ่อฝังกลบทั้งสองแห่งนี้ ถือเป็นแหล่งก่อก๊าซมีเทนที่สำคัญของอินเดีย
ข้อมูลจาก GHGSat ดาวเทียมตรวจสอบความหนาแน่นของก๊าซมีเทน ระบุว่า อินเดียสร้างก๊าซมีเทนจากแหล่งฝังกลบขยะมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก
ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากเป็นอันดับสองรองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากกว่า เนื่องจากมีเทนดักจับความร้อนได้มากกว่า
ในขณะเดียวกัน อินเดียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมีเทนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ตามรายงานของ Global Methane Tracker โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
เสียงบอกเล่าจากประชาชนในพื้นที่บอกว่า เมื่อ 40 กว่าปีก่อน บาลสวาเป็นพื้นที่ที่สวยงาม แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อราวปี 1994 เมื่อเริ่มมีการทิ้งขยะชิ้นแรกลงในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นบ่อฝังกลบ
หลังจากนั้น ขยะในบ่อฝังกลบบางสวาก็ค่อย ๆ กลายเป็นเหมือนประติมากรรมที่มีความสูงเทียบเท่า “ทัชมาฮาล” แต่มันไม่ใช่แลนด์มาร์กแห่งความสวยงามและน่ายินดี แต่เป็นแลนด์มาร์กแห่งความตายที่สุดแสนจะอัปลักษณ์
เดิมทีบ่อฝังกลบบาลสวาถูกทิ้งขยะจนเต็มความจุตั้งแต่ปี 2002 แล้ว แต่ความอ่อนแอของระบบและการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ ทำให้ยังคงมีการทิ้งขยะลงไปในบ่อฝังกลบบาลสวาอยู่เรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
GHGSat ระบุว่า สถิติการปล่อยมีเทนสูงสุดของบ่อฝังกลบบาลสวาในปีนี้อยู่ที่ “2 ตันต่อชั่วโมง” ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้รถ 350,000 คัน
นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี กล่าวว่า กำลังมีความพยายามในการกำจัดกองขยะเหล่านี้และเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการริเริ่ม “อินเดียสะอาด”
หากบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อินเดียจะสามารถบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับเขยะเหล่านี้ได้ และจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างมหาศาล
กระนั้น แม้อินเดียจะต้องการลดการปล่อยก๊าซมีเทน แต่กลับไม่ได้เข้าร่วมกับ 130 ประเทศที่ลงนามใน Global Methane Pledge ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันที่จะลดการปล่อยก๊าซมีเทนทั่วโลกอย่างน้อย 30% จากระดับปี 2020 ภายในปี 2030 ซึ่งจะสามารถลดอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นได้ 0.2% และช่วยให้โลกบรรลุเป้าหมายในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
อินเดียกล่าวว่า จะไม่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากการปล่อยก๊าซมีเทนส่วนใหญ่มาจากการทำฟาร์ม ปศุสัตว์ นาข้าว หรือประมาณ 74% ขณะที่มีเทนจากการฝังกลบคิดเป็นน้อยกว่า 15%
อินเดียในปัจจุบันยังคงไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาบ่อฝังกลบบาลสวาได้อย่างเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ต่อไป เชื่อว่าอินเดียจะไม่มีวันสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้เพียงพอ และความฝันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาโลกของเราไว้ ก็อาจเป็นเรื่องที่เกินเอื้อมออกไปเรื่อย ๆ
เรียบเรียงจาก CNN
ภาพจาก Getty Image