สำนักข่าว KCNA ซึ่งเป็นสื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ดำเนินการทดสอบขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญ ในการพัฒนา ‘ดาวเทียมสอดแนม’ ซึ่งเกาหลีเหนือพยายามจะพัฒนาให้สำเร็จภายในเดือนเมษายนปีหน้า
โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา องค์การบริหารการพัฒนาการบินและอวกาศแห่งชาติเกาหลีเหนือ ได้ทำการทดสอบที่สถานีปล่อยดาวเทียมโซแฮ โดยติดตั้งอุปกรณ์ดาวเทียมไปพร้อมกับจรวด เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพในการถ่ายภาพดาวเทียม การส่งข้อมูล และระบบควบคุมภาคพื้นดิน
นอกจากนี้สำนักข่าว KCNA ยังเผยแพร่ภาพถ่ายของกรุงโซล และเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ เป็นภาพขาวดำที่มีความละเอียดต่ำและถ่ายที่ความสูงราว 500 กม.
การพัฒนาระบบดาวเทียมสอดแนมเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาอาวุธของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือตั้งแต่ปีที่แล้ว
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบปล่อยดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรหลายครั้ง การบรรลุเป้าหมายในการส่งดาวเทียมสอดแนมจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร
อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่าดาวเทียมสอดแนมที่เพิ่งทดสอบไปนั้นมีนัยสำคัญทางทหารหรือไม่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความละเอียดของภาพที่เผยแพร่ออกมาต่ำกว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่มีประโยชน์ในทางทหาร
นอกจากการทดสอบดาวเทียมสอดแนมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว ในวันเดียวกันเกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางอีกสองลูก ก่อนที่จะตกลงบริเวณนอกชายฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี
กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า สามารถตรวจจับขีปนาวุธซึ่งคาดว่าเป็นขีปนาวุธพิสัยกลางสองลูกจากเขตตงชารี ทางตะวันตกของเกาหลีเหนือ แต่ละลูกยิงห่างกันประมาณ 50 นาที และบินข้ามประเทศเกาหลีใต้ไปลงที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี
รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาประณามการกระทำของเกาหลีเหนือที่ทำให้ความตึงเครียดในคาบสมุทรทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งกล่าวว่า การกระทำที่ยั่วยุของเกาหลีเหนือจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตัวเกาหลีเหนือเอง
ด้านกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ระบุว่า ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือได้ตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น หรือ EEZ แต่ไม่มีรายงานความเสียหายใดๆ ต่อเรือหรือเครื่องบินในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงการกระทำนี้เกาหลีเหนือผ่านวิธีทางการทูต
การทดสอบขีปนาวุธล่าสุดเกิดขึ้นไม่นานหลังเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบ ‘เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง แรงดันสูง’ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งมีเสถียรภาพมากกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว เนื่องจากช่วยทำให้ยิงขีปนาวุธได้เร็วขึ้นและแทบไม่ต้องใช้เวลาในการเตรียมการปล่อย รวมถึงคาดว่าจะนำไปใช้พัฒนาขีปนาวุธรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ ICBM
ทั้งนี้การพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีของเกาหลีเหนือที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ อาจเป็นคำมั่นของผู้นำคิม ที่จะพัฒนาอาวุธที่ก้าวหน้ามากขึ้น ด้วยเหตุผลว่าเพื่อป้องปรามและตอบโต้ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ รวมถึงตอบโต้การคว่ำบาตรจากนานาชาติอีกด้วย
แม้จะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ปี 2006 และถูกสั่งห้ามจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติไม่ให้พัฒนาโครงการขีปนาวุธก็ตาม แต่เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธ และตั้งตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์เพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองบนเวทีโลก
ซึ่งการพัฒนาขีปนาวุธในเกาหลีเหนือถือได้ว่ารุดหน้ามากขึ้น ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธไปแล้วกว่า 60 ลูก มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
หนึ่งในนั้นคือขีปนาวุธข้ามทวีป ‘ฮวาซอง-17’ ที่มีพิสัยยิงไปได้ไกลถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และสามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายลูก ซึ่งได้ทดสอบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
นี่ส่งผลให้สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ต้องเพิ่มความร่วมมือทางการทหารในการต้านภัยคุกคามเกาหลีเหนือ ด้วยการซ้อมรบทางทหารร่วมกัน และความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการจัดตั้งฐานทัพอวกาศของสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังการคุกคามจากเกาหลีเหนือ
ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเสริมความแข็งแกร่งทางทหารที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยงบประมาณกว่า 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 11 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค รวมถึงจากเกาหลีเหนือด้วย