กลุ่มผู้จำหน่ายแชมเปญ เปิดเผยกับ สำนักข่าวรอยเตอร์สว่ายอดขายแชมเปญในปีนี้กำลังจะทำสถิติเกินเป้าที่ตั้งไว้และมากกว่าปีที่แล้ว โดยมียอดขายประมาณ 5,700 ล้านยูโร หรือประมาณ 2 หมื่น 8 พันล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้นของประชาชน หลังผ่านการระบาดครั้งใหญ่ และต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ที่ห้ามออกนอกบ้าน และงดการสังสรรค์
ดาวิด ชาตียง (David Chatillon) ประธานสมาคมผู้ผลิตแชมเปญ บอกว่ายอดขายแชมเปญในปีนี้กำลังจะทำสถิติใหม่ และทุบสถิติเก่า
อันเป็นผลมาจากปริมาณการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง โดยตอนนี้ยอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ที่แชมเปญถูกจำหน่ายออกไป 320 ล้านขวด แม้จะยังไม่แตะระดับที่คาดไว้ แต่ก็ใกล้มากแล้ว ในขณะที่สถิติเดิมที่เคยทำไว้สูงสุดเมื่อปี 2007 อยู่ที่ 339 ล้านขวด ซึ่งเขาเองก็คาดหวังว่าปลายปีของเทศกาลเฉลิมฉลอง จะสามารถทำลายสถิติเดิมได้
ทำไมแชมเปญถึงขายดี สวนกระแสเงินเฟ้อและผลพวงจากสงครามรัสเซีย ยูเครน?
สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุใดแชมเปญถึงมียอดขายเติบโตอย่างมาก ด้วยราคาที่ไม่ใช่ถูกๆ ซึ่งสิ่งนี้นับว่าสวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วนจากพิษโรคระบาดโควิด 19 ตลอดจนผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งโดยทั่วไปตามที่เข้าใจคือประชาชนจะต้องกระมิดกระเมี้ยนที่จะจับจ่ายใช้สอย ยิ่งเป็นข้าวของที่มีราคาแพงก็ยิ่งคิดหนักมากขึ้น แต่ชาทิลลอนกลับบอกว่าเขามีกลุ่มผู้บริโภคที่เงินเฟ้อมีผลน้อยมากต่อพวกเขา ยิ่งผู้คนที่หลงรักและหลงใหลในแชมเปญก็แทบจะไม่มีผลเลย ประกอบกับในปีนี้มีสัญญาณบวกจากมาตรการการผ่อนคลายการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 มากขึ้นในหลายประเทศ ผู้คนต่างกระหายอยากจะออกมาใช้ชีวิตสังสรรค์ข้างนอก ตลอดจนอยากผ่อนคลายแม้แต่ในบ้านก็หันกลับมาจัดงานเฉลิมฉลองได้เหมือนดังที่เคยทำ และแน่นอนว่าพวกเขาต้องการของดีๆ เช่น การเปิดแชมเปญที่เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง
ในขณะที่ยอดการส่งออกหลักๆ มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้เติบโตขึ้นอย่างมากและเป็นตลาดลูกค้าสำคัญของแชมเปญฝรั่งเศสอย่างมาก ส่วนยอดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็เติบโตด้วยเช่นเดียวกัน
ส่วนราคาของแชมเปญ ชาตียงบอกว่าโดยปกติแล้วแชมเปญที่มาจากต้นกำเนิดในแคว้นช็องปาญเช่นนี้ มักมีราคาที่สูงอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ผลิตไวน์ได้ขอขึ้นราคาเนื่องจากมีต้นทุนของขวดบรรจุและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น โดยราคาของแชมเปญก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน แม้ว่าผลพวงจากสงครามรัสเซีย ยูเครนที่ผลักดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น แต่ไม่ได้มีผลกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตไวน์และแชมเปญมากเท่ากับกลุ่มผู้ผลิตที่ต้องใช้พลังงานในอุตสาหกรรมการผลิต เนื่องจากการเก็บเกี่ยวองุ่นที่เป็นหัวใจหลักของแชมเปญยังคงใช้แรงงานคนมากกว่าใช้เครื่องจักร
ในขณะที่การเก็บเกี่ยวในปีนี้ก็ให้ผลดีอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากเมื่อปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ที่มีน้ำค้างลงมาและทำให้องุ่นมีเชื้อราเกาะจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ส่วนในปีนี้ ชาทิลลอนนิยามความสำเร็จของการเก็บเกี่ยวว่า “มหัศจรรย์” หลังตัวเลขการเก็บเกี่ยวเติบโตขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบจากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มาจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ซึ่งดีกว่าเมื่อปีที่แล้วถึงสองเท่า
อย่างไรก็ดี สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อยอดขายแชมเปญ เนื่องจากขวดบรรจุแชมเปญเหล่านี้นั้นหลังจากถูกส่งไปยังตลาดกระจายสินค้าอื่นๆ ก็ได้ถูกส่งต่ออีกทีไปยังตลาดที่มีความต้องการสูงที่มีรองรับอยู่แล้ว
แชมเปญ สัญลักษณ์ของฝรั่งเศส การเฉลิมฉลอง และการปรองดอง
“แชมเปญ” ที่คุ้นหูกันในภาษาอังกฤษ หากแต่ในภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า “ช็องปาญ” ซึ่งมาจากชื่อของแคว้นช็องปาญ ในเมืองแร็งส์ (Reims) ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตแชมเปญและไวน์ชั้นดีระดับโลก
ในขณะที่หลายคนอาจคุ้นเคยว่าแชมเปญก็คือเครื่องดื่มที่มีความซ่า มีฟองที่เห็นเด่นชัด แต่ที่จริงแล้วแชมเปญแต่แรกเริ่มไม่ได้ซ่าแบบนั้น ย้อนกลับไปในสมัยโรมัน ตั้งแต่ศตววรษที่ 10 เป็นต้นมา เวลาที่กษัตริย์ของฝรั่งเศสขึ้นครองราชย์ พิธีจะถูกจัดขึ้นที่มหาวิหารในเมืองแร็งส์ โดยมีการนำเอาไวน์ที่มาจากผลผลิตองุ่นซึ่งที่นี่เป็นแหล่งเพราะปลูกองุ่นใหญ่ที่สุดในประเทศมาเฉลิมฉลองในพิธี และได้ให้กษัตริย์ที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลกได้ลิ้มรสชาติด้วย ชื่อเสียงของไวน์ในเมืองแร็งส์เริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีว่าเป็นตัวแทนของการเฉลิมฉลอง ก่อนที่ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 16 พื้นที่เพราะปลูกองุ่นในเมืองนี้ก็กลายเป็นของที่มีคุณค่าอย่างมาก เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 และพระเจ้าชาร์ลสที่ 5 แห่งสเปนทรงเป็นเจ้าของไร่องุ่น
ขณะที่แรงบันดาลใจของการกำเนิดแชมเปญมาจากจุดเด่นของมันเองก็คือ “ฟอง” แต่ฟองเจ้าปัญหานี้กลับสร้างความรำคาญใจให้แก่นักบวชที่ชื่อว่า “ดง ปิแอร์ เปรี-ญง” (Dom Pierre Perignon) เขาไม่ปรารถนาจะเห็นฟองอยู่ในไวน์ที่ตัวเองผลิตขึ้นมาเลยพยายามหาทางกำจัดมันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการใส่ยีสต์และน้ำตาลลงไป แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้ฟองมากขึ้น
ก่อนที่ต่อมาในศตวรรษที่ 17 กรรมวิธีการทำให้เกิดฟองนี้ก็คือสมบัติล้ำค่าของแชมเปญฝรั่งเศสที่เรียกว่า “méthode champenoise” หรือ เมธตอด ชองเปนัวส์ ฟองในเวลานั้น ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของกลุ่มชนชั้นสูงของ ในช่วงฤดูหนาว พวกเขาได้นำเข้าไวน์ที่บรรจุอยู่ในลังไม้ขนาดใหญ่ หลังจากมันมาถึงอังกฤษพวกเขาก็เอาออกมาใส่ขวดและใช้จุกไม้ก๊อกปิดฝาไว้ พอมาถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นเวลาของการเปิดขวดไวน์ แรงดันที่อยู่ภายในขวดก็ปะทุออกมาและกลายเป็นความซ่าที่เราเห็นในแชมเปญปัจจุบัน ชาวอังกฤษตื่นตาตื่นใจกับฟองที่อยู่ในขวดนี้มาก จนถึงขั้นที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง คริสโตเฟอร์ เมอร์เรตต์ ตีพิมพ์เรื่องราวนี้เมื่อปี 1662 แชมเปญถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศส
ตลอดจนในการเฉลิมฉลองอย่างมีเกียรติ ดังเช่น เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในเวลานั้นได้กล่าวข้อความสำคัญว่า “Remember gentlemen, it’s not just France we’re fighting for, it’s Champagne.” ซึ่งหมายความว่า "จดจำไว้สุภาพบุรุษทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสที่ร่วมรบ แต่มีแชมเปญร่วมด้วย" หรือแม้กระทั่งนักออกแบบแฟชั่นชื่อดังอย่างโคโค ชาแนล เคยพูดไว้ว่า จะดื่มแชมเปญแค่ 2 เวลานี้เท่านั้นก็คือเวลาที่ตกอยู่ในความรัก กับเวลาที่อกหัก
นอกจากแชมเปญยังถูกนับให้เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสและการเฉลิมฉลองแล้ว ยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความปรองดองด้วย ปิแอร์-เอ็มมานูเอล เตติงเฌร์ ประธานบริหารของ Champagne Hillsides, Houses and Cellars Mission อธิบายถึงเหตุการณ์ปรองดองนี้ว่าเมืองแร็งส์ของแคว้นช็องปาญ คือสมรภูมิรบที่ทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มาประจันหน้ากันก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน และหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่แม้จะเป็นฝ่ายที่แพ้สงครามก็ได้ร่วมกันสร้างมหาวิหารรานส์นี้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1962 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความปรองดองกันนั่นเอง
MG แนะนำการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 'ที่ถูกต้อง' พร้อมเผยยอดขายสะสม 7,000 คัน
ปรับโฉมบอลถ้วยใหญ่เอเชีย ลดทีมจาก 40 เหลือ 24 ทีม