เข้าสู่ปีใหม่ 2023 สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็มีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน นั่นคือการสั่งเปลี่ยนแม่ทัพบุกยูเครนอีกครั้งของรัสเซีย หลังก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.วาเลรี เจราซิมอฟ (Valery Gerasimov) ประธานเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการนำทัพบุกยูเครนคนใหม่ แทน พล.อ.เซอร์เกย์ ซูโรวิคิน (Sergey Surovokin) ที่เพิ่งมีการแต่งตั้งไปเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว
ดุเดือดอีกครั้ง อังกฤษเผยรัสเซียยึดเมืองโซเลดาร์ได้แล้ว
โดยซูโรวิคินจะทำหน้าที่เป็นรองผู้บัญชาการภายใต้การนำของเจราซิมอฟแทน ร่วมกับ พล.อ.โอเล็ก ซัลยูคอฟ และพล.อ.อเล็กเซย์ คิม
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญพากันออกมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า ทำไมรัสเซียถึงเปลี่ยนตัวแม่ทัพบุกยูเครนอีกแล้วทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนไปได้ 3 เดือน เป็นเหตุผลทางกลยุทธ์ หรือเป็นเหตุผลทางการเมืองกันแน่?
หากมองกันที่เหตุผลเชิงกลยุทธ์ กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า ความอาวุโสของผู้บัญชาการที่รับผิดชอบปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของปฏิบัติการและความจำเป็นในการปรับปรุงองค์กรและความเป็นผู้นำ
อิกอร์ โครอตเชนโก ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารรัสเซีย กล่าวว่า การตัดสินใจของปูตินเกิดจากการที่ยูเครนได้รับอาวุธหนักพิสัยไกลจากตะวันตก และคาดว่าจะได้รับยานเกราะและรถถังตะวันตกอีกในเร็ว ๆ นี้ ทำให้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้มข้นขึ้น
เขากล่าวว่า การเข้ามาของเจราซิมอฟอาจเพิ่มโอกาสที่รัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการสู้รบกับยูเครน “การแต่งตั้งเจราซิมอฟ (ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์เหนือกว่าแม่ทัพคนอื่นก่อนหน้า) หมายความว่า เขาสามารถอนุมัติการใช้อาวุธทำลายล้างในคลังแสงของกองทัพสหพันธรัฐรัสเซียได้โดยไม่มีข้อยกเว้น”
การวางตัวเจราซิมอฟเป็นผู้บัญชาการการสู้รบในยูเครน ยังเป็นการส่งสัญญาณจากปูตินไปยังชาติตะวันตกเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของเขาที่จะชนะสงคราม
ในทางตรงกันข้าม ทาเทียนา สตาโนวายา นักวิเคราะห์รัสเซีย ไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะสร้างความแตกต่างในทางกลยุทธ์ได้มากนัก “ปูตินกำลังมองหากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางความพ่ายแพ้ที่กำลังคืบคลานเข้ามา”
เธอเสริมว่า “เขาพยายามจัดเรียงชิ้นส่วนใหม่และให้โอกาสกับคนที่เขาเห็นว่าน่าเชื่อถือ วันนี้เจราซิมอฟเป็นคนที่น่าเชื่อถือสำหรับเขา แต่พรุ่งนี้อาจเป็นคนอื่นก็ได้”
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายรายให้น้ำหนักไปที่ว่า นี่เป็นการเปลี่ยนตัวแม่ทัพด้วยเหตุผลเชิงการเมืองมากกว่า
ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “แวกเนอร์ (Wagner)” องค์กรทหารเอกชนของ เยฟกินี พริโกซิน คนสนิทของปูติน อ้างว่าสามารถยึดเมือง “โซเลียดาร์” ของยูเครนได้สำเร็จ (แม้ยูเครนจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงก็ตาม)
โดยพริโกซินออกมาบอกว่า “ไม่มีใครนอกจากกลุ่มแวกเนอร์เลยที่มีส่วนร่วมในการยึดเมืองโซเลียดาร์” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ข้อความนี้ของพริโกซินถือเป็นการหยามกองทัพรัสเซียอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลจากชาติตะวันตกออกมาว่า ทหารรัสเซียที่อยู่ในยูเครนขณะนี้ กว่า 1 ใน 4 เป็นทหารของแวกเนอร์
ทั้งนี้ พริโกซินนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับซูโรวิคินมากกว่าเจราซิมอฟ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า พันธมิตรคู่นี้วางชิงตำแหน่งทางทหารในรัฐบาลรัสเซียของเจราซิมอฟและผู้สนับสนุนหลักของเขาอย่างรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย เซอร์เก ชอยกู
เซอร์ ลอว์เรนซ์ ฟรีดแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการทหาร กล่าวว่า “ข้อสงสัยของผมคือ นี่อาจเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่พยายามต้านอำนาจกลุ่มพันธมิตรพริโกซิน-ซูโรวิคิน โดยมีแรงกระตุ้นจากการโฆษณาชวนเชื่อของแวกเนอร์เกี่ยวกับการสู้รบในโซเลียดาร์”
นั่นอาจบ่งชี้ว่า การแต่งตั้งเจราซิมอฟของปูตินครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะสร้างสมดุลอำนาจและคลายความตึงเครียดระหว่างกองกำลังแวกเนอร์กับกองทัพรัสเซีย มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์
“ข้อเท็จจริงที่ว่าปูตินยังคงพยายามจัดคำสั่งใหม่ ๆ แสดงให้เห็นว่าเขากำลังดิ้นรนที่จะหาสิ่งที่ส่งมอบในสิ่งที่เขาต้องการ” ฟรีดแมนกล่าวเสริม
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าการเปลี่ยนตัวแม่ทัพบ่อยกว่าเปลี่ยนถ่านไฟฉายแบบนี้ของปูตินจะเป็นไปด้วยเหตุผลใด สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาชัดผ่านเรื่องนี้ ยังคงเป็นเรื่องความไม่แน่นอนและความสับสนของรัสเซียที่มีมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ จนไม่แปลกที่นักวิเคราะห์หลายคนจะมองว่า รัสเซียไม่ได้มีความพร้อมเท่าไรนักในการรุกรานยูเครน และนั่นอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพญาหมีขาวในท้ายที่สุด
เรียบเรียงจาก Reuters / The Guardian
ภาพจาก AFP