“เอ็กซอน (Exxon)” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลใหม่แก่สาธารณชนว่า นักวิทยาศาสตร์ของเอ็กซอนรับรู้ถึงอันตรายของภาวะโลกร้อนตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 70 และติดตามคาดการณ์ปริมาณความร้อนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นบนโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในขณะที่กลุ่มบริษัทน้ำมันอื่น ๆ บอกว่าโลกกำลังกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง และพยายามระดมพลังขัดขวางการดำเนินการใด ๆ ที่จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
นรกยังเรียกพี่! 8 ปีที่ผ่านมา คือ 8 ปีที่โลกร้อนที่สุด
การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ ทางทีมวิจัยของเอ็กซอน ได้แสดงกราฟที่แสดงถึงอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปริมาณที่ใกล้เคียงกับเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว พวกเขาดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล
ทีมวิจัยของเอ็กซอน ศึกษาจากเอกสารภายในและรายงานวิจัยต่าง ๆ ที่รวบรวมมาตั้งแต่ปี 1977 จนถึงปี 2014 กว่าร้อยฉบับ โดยคัดเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาศึกษา 12 ฉบับ ที่มีการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศและมีการศึกษาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ การคาดการณ์จากเอกสารภายในและรายงานวิจัยต่าง ๆ ดังกล่าวที่รวบรวมมานั้น พบว่าการคาดการณ์ที่จะเกิดโลกร้อนขึ้นในอนาคตมีความแม่นยำระหว่าง 63% ถึง 83% ซึ่งถือว่าแม่นยำสูง
นักวิทยาศาสตร์ของเอ็กซอนคาดการณ์ว่า โลกจะร้อนขึ้นประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสในหนึ่งทศวรรษ เนื่องจากการปล่อยก๊าซที่ทำให้โลกเกิดความร้อนเพิ่มขึ้นจากการเผาไหม้ของน้ำมัน ถ่านหิน และเชื้อเพลิงจากฟอสซิลอื่น ๆ
มีบทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science กล่าวว่า ทีมวิจัยของเอ็กซอนมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก และการคาดการณ์นี้ยังสอดคล้องกับนักวิชาการอิสระที่เชี่ยวชาญในด้านนี้รวมไปถึงสอดคล้องกับแบบจำลองการคาดการณ์ภาวะโลกร้อนของรัฐบาล ซึ่งผลการคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นการตบหน้าแนวคิด “การกลับสู่ยุคน้ำแข็ง” ของบริษัทน้ำมันรายอื่น ๆ
จอฟฟรีย์ ซูปราน นักวิจัยผู้เคยศึกษาเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเอ็กซอนสามารถคาดการณ์วิกฤตโลกร้อนได้แม่นยำใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันขนาดนี้ พวกเขาคาดการณ์ไว้ก่อนที่ใครหลายคนจะเกิดเสียอีก”
ซูปรานกล่าวอีกว่า “กราฟที่เอ็กซอนแสดงให้เห็นนี้ยืนยันแนวคิดของพวกเขา และตอกหน้าพวกบริษัทอื่นที่เข้าใจแบบผิด ๆ ว่าโลกจะกลับสู่ยุคน้ำแข็ง”
เรียบเรียงจาก CNN / The Guardian
ภาพจาก AFP