เจ้าหน้าที่รายงานว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดพลีชีพในมัสยิดกลางกรุงเปชาวาร์ของปากีสถาน ได้เพิ่มขึ้นเป็น 100 รายแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากถึง 225 คน
โมฮัมหมัด อาซิม โฆษกโรงพยาบาล Lady Reading ศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง กล่าวว่า “จนถึงตอนนี้ มีศพ 100 ร่างที่ถูกนำส่งมายังโรงพยาบาล” โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 30 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดที่มัสยิดดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง และตั้งอยู่ในบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยข่าวกรอง และหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของปากีสถาน
มูฮัมหมัด อิจาซ ข่าน ผู้บัญชาการตำรวจเมืองเปชาวาร์ เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้คนกำลังทำละหมาดในช่วงบ่าย ซึ่งเวลานั้นมีตำรวจอยู่ในพื้นที่ประมาณ 300-400 นาย
ทางการเมืองเปชาวาร์ระบุว่า หลังคาของมัสยิดพังทลายลงมาจากเหตุระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยต้องพยายามเอาเศษซากปรักหักพังออกเพื่อเก็บกู้ศพผู้เสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera รายงานว่า “ขณะนี้ได้มีพิธีส่งศพตำรวจที่เสียชีวิต รวมถึงมีการจัดพิธีศพขึ้นทั่วเมือง และเนื่องจากตำรวจเหล่านี้มาจากหลายเขต ดังนั้นจึงมีการไว้ทุกข์ทั่วทั้งเมือง”
การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเปชาวาร์ในรอบทศวรรษ มีการตั้งคำถามว่า มือระเบิดสามารถสวมเสื้อกั๊กติดระเบิดเข้ามาในพื้นที่ที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาได้อย่างไร เพราะดังที่ระบุไว้ข้างต้น ว่าพื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยข่าวกรอง และหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
เหตุระเบิดครั้งนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า มีความเกี่ยวข้องกับรายงานข่าวกรองที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า “กลุ่มตาลีบันปากีสถาน (TTP) วางแผนการโจมตีระลอกใหญ่ในเมืองเปชาวาร์” หรือไม่
หลังจากการระเบิดไม่นาน โอมาร์ มูคารัม โคราซานี สมาชิกสภาผู้นำของ TTP กล่าวว่า กลุ่มของเขาอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดพลีชีพครั้งนี้ เพื่อตอบโต้การสังหารพี่ชายของเขา โอมาร์ คาลิด โคราซานี อดีตผู้นำของ Ahrar ในอัฟกานิสถาน
อย่างไรก็ตาม โมฮัมหมัด โคราซานี โฆษกของ TTP ได้บอกว่า TTP ไม่เกี่ยวข้องกับการระเบิด โดยไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการโจมตีไปที่มัสยิด และสถานที่ทางศาสนาอื่น ๆ
ด้านนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ สัญญาว่า “จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด” ต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี
เรียบเรียงจาก Al Jazeera
ภาพจาก AFP