Copernicus Climate Change Service (C3S) หรือหน่วยงานบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรปเผยแพร่รายงานเมื่อวันอังคาร (7 มีนาคม 2566) ที่ผ่านมาว่า พบน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 34% ซึ่งทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2017
นอกจากนี้ ซาแมนธา เบอร์เจส (Samantha Burgess) รองผู้อำนวยการของหน่วยงานดังกล่าว ระบุว่า จากข้อมูลดาวเทียมล่าสุด แสดงให้เห็นว่า น้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 45 ปี
และจากสภาพการณ์เช่นนี้ อาจกระทบต่อความมั่นคงของชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติก และท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับน้ำแข็งทะเล (Sea ice) คือแผ่นน้ำแข็งบางๆ แถวแถบขั้วโลก เมื่อโลกร้อนขึ้น และน้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลจะละลายหรือหดหายไป ซึ่งตรงนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาน้ำแข็งทะเล และลดการสะท้อนกลับของแสงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก และอาจทำให้โลก และน้ำทะเลยิ่งร้อนขึ้น
ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 น้ำแข็งทะเลทางตอนเหนือของอาร์กติก ลดลง 3 % ต่อปี ขณะที่ใน้ำแข็งทะเลทางตอนใต้ของทวีปแอนตาร์กติกายังคงค่อนข้างคงที่
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติกหดหายไป และอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 1991-2020
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังทำให้ทวีปแอนตาร์กติกาพบคลื่นความร้อนเป็นครั้งแรกในปี 2020 และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดแบบไม่เคยมีมาก่อนถึง 9.2 องศาเซลเซียส
ส่วนเมื่อเดือนมีนาคมปี 2565 ศูนย์วิจัยซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแอนตาร์กติกา พบอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึง 40 องศาเซลเซียส