กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียสั่งบรรจุแบบเรียนว่าด้วยความรักชาติลงในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนทั่วประเทศ
ทาเทียนา เซอร์เวนโก อดีตครูคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ตัดสินใจไม่สอนแบบเรียนดังกล่าวและไม่พูดถึงสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนให้นักเรียนของเธอฟัง ด้วยความกังวลว่ารัฐบาลกำลังใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมความคลั่งชาติและบรรยากาศแบบทหารนิยม
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกไปตำหนิ 2 ครั้ง เธอก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและถูกคุมขังหลายชั่วโมงก่อนที่จะถูกไล่ออกจากโรงเรียนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ตั้งแต่ปี 2013 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียได้ผลักดันให้ปฏิรูปการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติในโรงเรียน เพื่อเสริมอัตลักลักษณ์ของรัสเซีย โดยอิงกับบทบาทของสหภาพโซเวียตที่มีชัยเหนือกองทัพนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยึดถือเป็นเกียรติภูมิของกองทัพมาเสมอ
หลังรัสเซียบุกรุกยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ความพยายามในการปลูกฝังอุดมการณ์เกี่ยวกับรัสเซียที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งก็เพิ่มมากขึ้น ในเดือนมีนาคมปี 2022 รัฐบาลจัดการให้มีการผลิตซีรี่ส์สำหรับเสริมแบบเรียนรักชาติเพื่อรองรับการรุกรานยูเครน พร้อมทั้งอภิปรายว่าเป็นเรื่องถูกต้องและควรค่าที่จะ “ตายเพื่อมาตุภูมิ"
นอกจากนี้ยังเผยแพร่ข้อมูลว่า ยูเครนไม่ใช่ประเทศ แต่เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ส่วนแคว้นไครเมียนั้นก็เป็นของรัสเซียเช่นกันแต่ถูกยูเครนยึดไปหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
ต่อมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน หน่วยงานด้านการศึกษาของรัสเซียได้เพิ่มแบบเรียนใหม่ที่ชื่อ “การสนทนาที่สำคัญ” (Important Conversation) ทุกวันจันทร์สำหรับนักเรียนอายุ 6-16 ปีเพื่อปลูกฝังเกี่ยวกับสงครามในยูเครน รวมไปถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของรัสเซียและคุณค่าความรักชาติ
รายงานของสื่ออิสระแห่งหนึ่งในรัสเซียระบุว่า แบบเรียนนี้มีจุดประสงค์ให้เด็กอายุ 8 ปีซึมซับว่า รักชาติหมายถึงความพร้อมในการ"จับอาวุธเพื่อปกป้องแผ่นดิน” ในยามที่ประเทศชาติเผชิญอันตราย
และเมื่ออายุ 10 ปี เด็กๆ ชาวรัสเซียจะถูกสอนให้รู้จักกับ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ซึ่งเป็นคำที่รัฐบาลเลือกใช้อธิบายสถานการณ์การรุกรานยูเครน รวมถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ยูเครนต้องกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
หลังจากนั้น เด็ก ๆ ทุกคนจะได้รับการปลูกฝังว่า ความรักชาตินั้นยังรวมไปถึงความเต็มใจที่จะถูกเกณฑ์ทหารไปรบเพื่อประเทศชาติด้วย
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า อาจมีการเพิ่มหลักสูตร “พื้นฐานความปลอดภัยในชีวิต” ในระดับชั้นมัธยม โดยจะบังคับใช้ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ภายใต้หลักสูตรนี้ คาดว่านักเรียนจะได้ฝึกแสดงความเคารพแบบทหาร ฝึกใช้อาวุธอย่างปืนไรเฟิลจู่โจมและระเบิดมือ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียบรรจุหลักสูตรนี้ลงในระบบการศึกษาภาคบังคับนับตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต
แม้ว่านักเคลื่อนไหวในรัสเซียหรือครูจำนวนหนึ่งจะพยายามเรียกร้องให้มีการต่อต้านแบบเรียนรักชาติเวอร์ชั่นทหาร แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากครูส่วนใหญ่ถูกกดดันอย่างหนัก หากใครไม่ปฏิบัติตามอาจลงเอยด้วยการถูกปรับหรือถูกไล่ออกอย่างเช่นทาเทียนา
นอกจากการควบคุมการเรียนการสอนแล้ว อีกหนึ่งภารกิจของรัฐบาลคือการควบคุมสื่อและโซเชียลมีเดีย ในช่วงต้นของการรุกรานยูเครน รัฐบาลรัสเซียจำกัดเสรีภาพสื่อต่างๆ ทุกแขนงเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายห้ามด้อยค่ากองทัพ กฎหมายต่อต้านข้อมูลเท็จ ไปจนถึงกฎหมายเซ็นเซอร์เว็บไซต์ รวมถึงห้ามเรียก “ปฏิบัติการทางทหาร” ของรัฐบาลว่าเป็นการรุกรานยูเครน ห้ามเผยแพร่สถานการณ์การสู้รบและห้ามเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการคว่ำบาตรรัสเซีย
กฎหมายเหล่านี้มีผลบังคับใช้กับทุกคนและทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อรัสเซียเองหรือสื่อต่างประเทศ ตลอดจนขอบเขตของการกระทำผิดไม่ได้จำกัดแค่บนแผ่นดินรัสเซียเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำผิดที่เกิดขึ้นนอกประเทศรัสเซียด้วย
ขณะที่บรรดาสื่ออิสระในรัสเซีย แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลแต่ก็เผชิญกับการคุกคาม ไม่ว่าจะด้วยวิธีสั่งระงับการออกอากาศชั่วคราว การสั่งปิดเว็บไซต์ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์
อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรของนานาชาติที่ทำให้รัสเซียโดดเดี่ยวและส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไปจนถึงการเรียกระดมกำลังพลสำรองของรัฐบาล ส่งผลให้ชาวรัสเซียจำนวนหนึ่งออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจ ขณะเดียวกัน สื่ออิสระบางแห่งก็ยังคงทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตได้อยู่
เมื่อไม่สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เยาวชนจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลเพื่อการสร้างแนวคิดรัสเซียที่แข็งแกร่ง
ความพยายามในการบ่มเพาะอุดมการณ์ทหารในหมู่คนรุ่นเยาว์นี้ ตอกย้ำความทะเยอทะยานระยะยาวของรัฐบาล เพราะหากได้ผล คนเหล่านี้จะเป็นคนที่มีแนวโน้มจงรักภักดีต่อระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ ไม่เหมือนชาวรัสเซียหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันจำนวนมาก ที่พากันต่อต้านการปกครองและสงคราม
คำประกาศกร้าวของผู้นำรัสเซียเพียงไม่กี่วันก่อนครบ 1 ปี สงครามยูเครน บ่งชี้ว่า รัสเซียจะทำทุกวิถีทางและจะไม่หยุด จนกว่าจะมีชัยเหนือแผ่นดินยูเครน นอกจากด้วยกองกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ยังรวมถึงปฏิบัติการภายในอย่างการควบคุม คุกคามและปิดปากสื่อ กำจัดคนเห็นต่างและชักจูงเด็ก ๆ ให้มีมโนทัศน์ไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ
สงครามไม่เพียงสร้างความพินาศให้ชีวิตจิตใจ ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมในสมรภูมิ แต่ยังส่งผลสะเทือนเป็นวงกว้างออกไปนอกพื้นที่สู้รบ กรณีนี้คือชีวิตและอนาคตของเด็ก ๆ ชาวรัสเซีย ที่ถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิดรักชาติ ที่ถูกออกแบบและบังคับใช้โดยผู้มีอำนาจในขณะนี้