"บัคมุต" ยังปะทะดุเดือด รัสเซียใช้สารเคมีต้องห้าม


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ยังเป็นไปอย่างดุเดือด รัสเซียสามารถรุกคืบยึดพื้นที่รอบๆ เมืองบัคมุตได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่สามารถตีวงล้อมทหารยูเครน หรือรุกคืบเข้าถึงใจกลางเมืองบัคมุตได้ อย่างไรก็ดี รัสเซียเริ่มโจมตียูเครนรุนแรงมากขึ้น เพื่อต้องการยึดเมืองดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว สังเกตได้จากการใช้สารเคมีอันตราย อย่างฟอสฟอรัสขาวในพื้นที่

กองทัพรัสเซียได้ใช้อาวุธที่บรรจุฟอสฟอรัสขาวโจมตีกองทัพยูเครนที่เมืองชาร์สิฟ ยาร์ ทางตะวันตกของเมืองบัคมุต

จากวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกมา มีเสียงปืนดังอย่างต่อเนื่องและสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์หรือปฏิบัติการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าของเมืองได้ โดยเฉพาะสารฟอสฟอรัสสีขาวที่ตกลงมา

ฟอสฟอรัสขาวคืออะไร ทำไมจึงเป็นสารเคมีอันตราย ฟอสฟอรัสขาวมีคุณสมบัติติดไฟง่ายและดับได้ยาก แค่สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศก็สามารถทำให้เกิดไฟเปลวไฟที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,300 องศาฯ และยังก่อให้เกิดควันขึ้นเป็นจำนวนมาก

คนรัสเซียโอด หนึ่งปีของสงคราม ชีวิตก็ลำบากเช่นกัน

ยูเครนสู้สุดตัวในบัคมุต ลือเริ่มถอนทหารบางส่วนแล้ว ฝั่งรัสเซียเริ่มขาดกระสุน

หากฟอสฟอรัสขาวสัมผัสกับร่างกายของมนุษย์ จะสามารถเผาไหม้ร่างกายไปเรื่อยๆ จนถึงกระดูก รวมถึงเป็นพิษต่อร่างกาย สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางผิวหนัง ส่งผลกระทบต่อไต ตับ และหัวใจ และทำให้อวัยวะภายในหลายส่วนล้มเหลว

หากฟอสฟอรัสขาวบางส่วนยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย ก็สามารถติดไฟได้อีกครั้งหากสัมผัสกับอากาศ ควันที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ของฟอสฟอรัสขาวยังสามารถทำให้ดวงตาระคายเคืองอย่างรุนแรงและมีความไวต่อแสงสูง

ผู้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือความเจ็บปวดจากแผลไฟไหม้ ผู้ที่รอดชีวิตมักจะต้องเผชิญกับความบกพร่องทางร่างกายอย่างรุนแรง

สารเคมีดังกล่าวเคยถูกใช้ในสงครามหลายครั้ง อย่างสหรัฐฯ ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสในช่วงสงครามอิรัก หรือสงครามกาซาในปี 2009 ที่อิสราเอลใช้ระเบิดฟอสฟอรัสลงในพื้นที่อยู่อาศัยของพลเรือน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอันตรายดังกล่าว การใช้ฟอสฟอรัสในสงครามจึงได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงห้ามไม่ให้ใช้กับพลเรือนและพื้นที่ชุมชน

แต่ฟอสฟอรัสขาวไม่ถูกจัดอยู่ในอาวุธเคมีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี จึงไม่ได้ถูกห้ามใช้อย่างถาวร แต่ยังสามารถใช้สำหรับสร้างควันเพื่ออำพรางตนเองได้

ทั้งนี้ยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ยุทโธปกรณ์ที่บรรจุด้วยฟอสฟอรัสขาวบ่อยครั้งระหว่างทำสงครามในยูเครน แม้ยังไม่มีการยืนยัน แต่จากคลิปวิดีโอล่าสุดก็บ่งชี้ได้ว่ารัสเซียใช้สารเคมีดังกล่าวจริงๆ แม้การต่อสู้ในบัคมุตจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และรัสเซียสามารถรุกคืบยึดพื้นที่รอบๆ ได้มากขึ้น

แต่ผู้นำยูเครนยืนยันว่าจะปกป้องบัคมุตอย่างเต็มกำลัง โดยระบุว่ากองบัญชาการทหารสูงสุดของยูเครนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ที่จะเสริมกำลังการปกป้องพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งรวมถึงเมืองบัคมุตที่ถูกปิดล้อม

 นอกจากนี้มีรายงานว่าเกิดการโจมตีที่เมืองครามาทอร์สก์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบัคมุต

เมื่อวานนี้ ( 14 มี.ค.) มีรายงานว่ารัสเซียได้โจมตีครามาทอร์สก์ด้วยขีปนาวุธ ส่งผลให้อาคาร 6 แห่งพังเสียหาย และมีพลเรือนเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 3 ราย

ขณะนี้สถานการณ์การสู้รบในบัคมุต และเมืองรอบ ๆ ในแคว้นโดเนตสก์ยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด แม้แต่ผู้นำยูเครนก็ออกมายืนยันเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยทั้งสองฝ่ายน่าจะเสียกำลังพลไปจำนวนไม่น้อย

แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่ามีทหารยูเครนเสียชีวิตจากการสู้รบในบัคมุตกี่นาย แต่มีการประเมินว่า น่าจะมีทหารบาดเจ็บ 100-200 นายต่อวัน

ขณะที่ฝั่งรัสเซีย กระทรวงกลาโหมของรัสเซียประเมินว่ามีทหารรัสเซีย 6,000-8,000 นายถูกสังหาร โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เพิ่งถูกเรียกระดมพลมา

รายงานจากยูเครนออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารยูเครนในแอปพลิเคชันเทเลแกรมเมื่อวานนี้ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการสู้รบในบัคมุตยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด

โดยยูเครนออนไลน์ได้โพสต์รูปภาพของสมุดเล่มหนึ่งที่อ้างว่าเป็นของเจ้าหน้าที่รัสเซียที่ถูกจับกุมได้ใกล้เมืองวูเกลดาร์ในแคว้นโดเนตสก์

เนื้อหาในบันทึกดังกล่าวได้พูดถึงการเสียกำลังพลของรัสเซีย เช่น เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมารัสเซียส่งทหารกว่า 100 นายเข้าไปรบที่เมืองวูเกลดาร์ แต่มีทหารรอดชีวิตกลับมาได้เพียง 16 นายเท่านั้น หรือเมื่อวันที่ 5 มีนาคม มีทหารเพียง 3 นายเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมา

นี่หมายความว่าถ้าบันทึกดังกล่าวเป็นของจริง เท่ากับว่ารัสเซียเสียทหารมากถึงร้อยละ 84 ต่อการส่งทหารไปรบหนึ่งครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเสียกำลังพลที่สูงมาก

ล่าสุดวันนี้มีอีกท่าทีที่น่าสนใจที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการสูญเสียกำลังพลออกมา หลังรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียออกมากล่าวว่าจะเพิ่มการผลิตจรวดที่มีความแม่นยำสูงเป็น 2 เท่า

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงาน ‘Ulan-Ude Aviation Plant’ บริษัทผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์ชั้นนำของรัสเซียที่ตั้งอยู่ในเมืองอูลัน-อูเด สาธารณรัฐบูเรียเทีย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกประมาณ 4,400 กม.

ประธานาธิบดีปูตินยังได้ทดลองขับเฮลิคอปเตอร์จำลองสำหรับการบินระยะสั้น รุ่น Mi-171A2 ซึ่งเป็นรุ่นที่มีชื่อเสียงของรัสเซียอีกด้วย

นอกจากนี้ปูตินยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ ความกังวลต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย หลังถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ โดยเขากล่าวว่า เศรษฐกิจของรัสเซียแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ แม้จะถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร 

ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจคือการเดินทางไปเยือนรัสเซียของผู้นำซีเรีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ

ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดของซีเรียได้เดินทางถึงรัสเซีย โดยมี มิคาอิล บ็อกดานอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียให้การต้อนรับ

ประธานาธิบดีอัล-อัสซาดจะเข้าหารือกับประธานาธิบดีปูตินในวันนี้ ซึ่งถือเป็นวันครบรอบ 12 ปีของสงครามซีเรีย  เพื่อหารือเกี่ยวกับการกระชับความร่วมมือของทั้งสองชาติในด้านการเมือง การค้า เศรษฐกิจ และมนุษยธรรม รวมถึงโอกาสในการยุติสถานการณ์ในซีเรีย ทั้งนี้รัสเซียถือเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลซีเรียในสงครามซีเรียช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

โดยรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฎอย่างหนัก โดยเฉพาะในเมืองอเลปโปที่ถูกโจมตีทางอากาศจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลของอัลอัสซาดได้เปรียบได้สงครามมากขึ้น

ขณะที่ซีเรียเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่รับรองสาธารณะรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์เช่นกัน

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ