ภาพจากแนวหน้าของทหารยูเครนในเมืองบัคมุต สมรภูมิล่าสุดทางตะวันออกที่กำลังเป็นสนามรบระหว่างรัสเซียและยูเครน
ที่นี่ทหารยูเครนยังสามารถยันกองกำลังรัสเซียและทหารแวกเนอร์ไว้ได้ แต่พวกเขาระบุว่าต้องการให้นานาชาติส่งความช่วยเหนือด้านอาวุธมามากกว่านี้ เนื่องจากคลังแสงที่มียังไม่เพียงพอที่จะขับไล่รัสเซียให้ออกไปจากพื้นที่
สำหรับสถานการณ์การสู้รบล่าสุด นับตั้งแต่วันศุกร์จนถึงเมื่อวานนี้มีรายงานการสู้รบต่อเนื่องบริเวณเมืองบัคมุต
กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศ 27 ครั้ง และโจมตีด้วยจรวดอีก 75 ครั้ง พร้อมระดมยิงปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นยังมีรายงานการโจมตีจากเมืองอื่นๆ เช่น การทิ้งระเบิดในเมืองคาร์คีฟ และรายงานการโจมตีทางอากาศใกล้กับแคว้นโดเนตสก์
ในวันครบรอบการรุกรานยูเครนของรัสเซียเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีหลายประเทศที่ออกมาประกาศมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม
หนึ่งในนั้นคือ โปแลนด์ที่ระบุว่า ได้ส่งรถถังเลพเพิร์ดจำนวนหนึ่งไปให้ยูเครนแล้ว รวมถึงสวีเดนที่ออกมาประกาศว่า เตรียมที่จะส่งรถถังเลพเพิร์ดจำนวน 10 คัน และระบบต่อต้านการโจมตีทางอากาศที่เรียกว่า HAWK ให้กับยูเครนในเร็วๆ นี้เช่นกัน
ส่วนสหรัฐฯ ก็มอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการทหาร โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยเครื่องกระสุนและโดรนขนาดเล็กที่ใช้การโจมตีแบบกามิกาเซจำนวนมาก
เรียกได้ว่าเป็นวันที่หลายชาติใช้เป็นโอกาสในการประกาศการสนับสนุนยูเครน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่แนวรบดูเหมือนว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะยังไม่เพียงพอ
หนึ่งปีของสงครามชีวิตคนยูเครนเปลี่ยนไปอย่างถาวร และคนที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเกิดต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเท่าที่ตนทำได้เพื่อช่วยขับไล่รัสเซีย
หนึ่งในนั้นคือ วลาดิมีร์ คลิทช์โก อดีตนักมวยรุ่นเฮฟวีเวทชาวยูเครน ที่ปัจจุบันผันตัวมาขับรถถังรุ่นเลพเพิร์ดแล้ว เขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของ วิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นอดีตนักมวยเช่นกัน
คลิทช์โก เล่าว่า สงครามตลอด 1 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนชีวิตเขา เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะได้ขับรถถัง อีกทั้งยังกล่าวขอบคุณต่อเยอรนีที่ช่วยส่งรถถังมาให้
ภาพรวมดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์การสู้รบในปีที่สองจะดีว่าปีแรก รวมถึงยังไม่มีวี่แววว่ายูเครนจะสามารถขับไล่รัสเซียออกไปจากประเทศได้
รวมถึงในมุมของผู้เชี่ยวชาญเองเชื่อว่า สงครามน่าจะยึดเยื้อออกไปนานขึ้นอีก เนื่องจากในเวลานี้สถานการณ์ในยูเครนกลายมาเป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัสเซียกับบรรดาชาติตะวันตก
ด้านสถานการณ์ในรัสเซีย ดูเหมือนว่าที่นี่การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจต่อยูเครนจะเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะมีรายงานคนถูกจับกุมแล้ว
ที่อนุสาวรีย์ทาราส เชฟเชนโก กวีชื่อดังชาวยูเครนที่ตั้งอยู่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีคนจำนวนหนึ่งเดินทางไปวางดอกไม้เพื่อระลึกถึงหนึ่งปีของสงคราม
ปรากฎว่าคนเหล่านี้ถูกตำรวจจับกุมในเวลาต่อมา รายงานไม่ได้ระบุข้อหา และคิดว่าจำนวนคนที่ถูกจับน่าจะมีราว 15 คน
นอกจากนั้นยังปรากฏภาพของผู้หญิงที่แสดงอาการไม่พอใจ คว้าดอกไม้ทั้งหมดไปทิ้งถังขยะอีกด้วย
คนรัสเซียยังคงใช้ชีวิตตามปกติ จากภาพคือบรรยากาศของงานฉลองเทศกาลมาทเลนิสซา หรือการฉลองช่วงเวลาสิ้นสุดฤดูหนาว ที่จัดขึ้นในแคว้นคาลูกา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เทศกาลนี้จะเกิดขึ้นราว 40 วันก่อนวันอีสเตอร์ตามนิกายออร์โธดอกซ์ นอกจากพิธีกรรมเผากระท่อมที่แทนการกำจัดสิ่งชั่วร้ายแล้ว ผู้คนจะร่วมกันกินแพนเค้ก
ความน่าสนใจก็คือ แม้สถานการณ์จะดูปกติ แต่ในการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมงานเล่าว่า สงครามทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากขึ้นเช่นกัน
ด้านท่าทีของนานาชาติต่อสงคราม เมื่อวานนี้มีงานประชุม G20 ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย โดยเป็นเวทีย่อยบรรดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในแต่ละชาติสมาชิก อินเดียผู้เป็นเจ้าภาพจัดงานลังเลที่จะกล่าวถึงสงคราม
รายงานข่าวระบุว่า ระหว่างการประชุมอินเดียลังเลที่จะพูดถึงสงครามในยูเครน ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดการประชุมแล้ว ทาง G20 จึงไม่มีข้อความหรือแถลงการณ์ใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์การครบรอบหนึ่งปีของสงครามในยูเครน
ท่าทีของอินเดียเหมือนกับท่าทีของจีนที่ไม่เคยออกมาประณามรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ตักตวงผลประโยชน์ด้วยการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ในขณะที่จีนถูกกล่าวหาว่าส่งมอบความช่วยเหลือด้านอาวุธให้รัสเซีย
รวมถึงทั้งสองชาติยังงดออกเสียงในการประชุมของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในประเด็นการประณามและเรียกร้องให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครน
สำหรับประเด็นการส่งอาวุธ ล่าสุดมีข้อมูลใหม่จากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เผยว่า ขณะนี้จีนกำลังพยายามจัดหาโดรนและเครื่องกระสุนให้กับรัสเซียเพื่อใช้ในการต่อสู้กับกองทัพยูเครน
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการรวบรวมของหน่วยข่าวกรองในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ท่าทีใดของจีนที่ทำให้พวกเขาสามารถจับสัญญาณได้ พร้อมเสริมว่า อาวุธที่จีนส่งมีแนวโน้มที่จะเป็นอาวุธเล็ก อย่าง โดรนและเครื่องกระสุน มากกว่าอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่
ย้อนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระหว่างการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศจีน หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศก็ถูกถามถึงการส่งอาวุธ และเขายืนยันว่า จีนไม่มีนโยบายส่งอาวุธในพื้นที่ขัดแย้ง