ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่พอใจและพากันออกมาประท้วงต่อต้านการปฏิรูปนี้และยิ่งทวีความไม่พอใจมากขึ้น หลังนายกฯ ฝรั่งเศสออกมาผลักดันการใช้มาตรา 49:3 ซึ่งจะทำให้สามารถปฎิรูประบบบำนาญได้โดยไม่ต้องผ่านสภา
ภาพความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งได้จุดไฟเผากองขยะกระจายทั่วเมือง ไฟลุกลามจนทำให้รถคันหนึ่งถูกเพลิงเผาไหม้
ขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้เกิดการปะทะขึ้น เจ้าหน้าที่ได้พยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้ประท้วง 120 คนที่ถูกควบคุมตัวไปจากเหตุจลาจลครั้งนี้
นอกจากในกรุงปารีสแล้ว ที่เมืองน็องต์ในแคว้นเปอีเดอลาลัวร์ ทางตะวันตกของฝรั่งเศส ก็เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ประท้วงด้วยเช่นกัน ผู้ประท้วงได้ขว้างสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และคว่ำถังขยะบนถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วงเพื่อสลายการชุมนุม
การประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ผู้ชุมนุมราว 2,000 คนได้ออกมารวมตัวประท้วงที่จัตุรัสคองคอร์ดในกรุงปารีส หลายคนถือป้ายที่ระบุว่า ไม่เอาอายุเกษียณ 64 ปี รวมถึงไม่เอามาตรา 49:3 ซึ่งเป็นมาตราพิเศษที่สามารถปฏิรูปกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านการโหวตของสภาผู้แทนราษฎร ในกลุ่มคนที่ประท้วงมีตั้งแต่คนหนุ่มสาว วัยกลางคน ไปจนถึงวัยเกษียณ
รวมถึงกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือ CGT อย่างครู ข้าราชการ หรือพนักงานเอกชนได้ออกมาเดินขบวนและหยุดงานประท้วงเช่นกัน
นอกเหนือจากในกรุงปารีสแล้ว ยังเกิดการประท้วงทั่วประเทศ อย่างเมืองน็องต์ หรือเมืองมาร์กเซย ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
อย่างที่เมืองแบร็สต์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ พนักงานท่าเรือและเจ้าหน้าซ่อมเรือราว 150 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่รถไฟได้ปิดท่าเรือเชิงพาณิชย์ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อแสดงการต่อต้านกฎหมายปฏิรูปเงินบำนาญ
ขณะนี้ฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากการประท้วงและนัดหยุดงานประท้วงมานานหลายสัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะในกรุงปารีสที่ระบบขนส่งสาธารณะต้องหยุดชะงัก รวมถึงขยะที่ล้นออกมาจากถังเนื่องจากพนักงานเก็บขยะหยุดงานประท้วง
สาเหตุมาจากการที่รัฐบาลของเอ็มมานูเอล มาครง มีแผนเพิ่มอายุการเกษียณอีกสองปี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้คนฝรั่งเศสเกษียณตอนอายุ 62 ปี เป็น 64 ปี
รวมถึงในร่างกฎหมายใหม่นี้ยังเปลี่ยนแปลงจำนวนปีที่ผู้คนต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้เงินบำนาญเต็มจำนวน จาก 41 ปี เป็น 43 ปีอีกด้วย หลายฝ่ายมองว่าไม่ยุติธรรมที่ผู้คนต้องทำงานให้นานขึ้นอีกสองปีกว่าจะได้เกษียณ
สาเหตุที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการแก้ไขระบบบำนาญก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบนี้ เพราะในอนาคตอันใกล้ระบบจะเผชิญกับการขาดดุล เนื่องจากผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และระบบบำนาญของฝรั่งเศสเป็นระบบที่นำเงินจากคนวัยทำงานมาเลี้ยงดูคนวัยเกษียณ รัฐบาลจึงมองว่าจำเป็นที่จะต้องยึดเวลาการทำงานของผู้คนให้เพิ่มขึ้น
คนฝรั่งเศสประท้วงการปฏิรูปเงินบำนาญตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ความไม่พอใจยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหลังนายกฯ เอลิซาเบธ บอร์นผลักดันให้มีการใช้มาตราพิเศษในรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการประชุมสมัชชาแห่งชาติ (National Assembly)
มาตราพิเศษ คือการใช้อำนาจมาตรา 49:3 ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีมาครงสามารถออกกฎหมายปฏิรูปเงินบำนาญ โดยไม่ต้องรอมติเห็นชอบจากสภา
รัฐบาลสามารถบังคับใช้มาตรา 49:3 ได้เพียงครั้งเดียวในร่างกฎหมายปกติ แต่จะใช้มาตรา 49:3 กี่ครั้งก็ได้ในร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ
แต่ในระหว่างที่นายกฯ ฝรั่งเศสกำลังแถลงอยู่นั้น ก็มีเสียงโห่ตะโกนด้วยความไม่พอใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสิบคนให้เธอลาออก พร้อมทั้งร้องเพลงชาติฝรั่งเศส ขัดจังหวะขณะที่เธอกำลังผลักดันมาตรา 49/3 ถือเป็นภาพความวุ่นวายในรัฐสภาที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฝรั่งเศส
การผลักดันใช้มาตราพิเศษ 49/3 เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลของมาครงพิจารณาแล้วว่าการปฏิรูประบบบำนาญมีแนวโน้มไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร แม้วุฒิสภาจะมีมติเห็นชอบแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตามการใช้มาตราดังกล่าวมีเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยง เพราะฝ่ายค้านสามารถยื่นขอการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลภายใน 24 ชั่วโมง และสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างน้อย 1 ใน 10 ต้องสนับสนุนญัตติดังกล่าวเพื่อให้เกิดการลงมติ
ซึ่งหากสมาชิกสภานิติบัญญัติมากกว่ากึ่งหนึ่งลงมติไม่ไว้วางใจ นายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะถูกโค่นล้ม รวมถึงร่างกฎหมายก็จะถูกปฏิเสธทันที
แม้ว่าการลงมติไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ด้วยประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเงินบำนาญนี้อาจทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ การประกาศใช้ร่างกฎหมายนี้ไม่มีทางทำให้ความวุ่นวายยุติลง แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความโกรธเกรี้ยวในหมู่ประชาชน สหภาพแรงงาน พรรคฝ่ายค้าน ไปจนถึงพรรคร่วมรัฐบาลของมาครงเอง บรรดาผู้ประท้วงมองว่าการใช้อำนาจมาตรา 49/3 ถือเป็นการใช้อำนาจเผด็จการ
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ฝรั่งเศสถือว่าเป็นชาติที่เกษียณอายุเร็วกฎหมายของฝรั่งเศสกำหนดไว้ว่า ประชาชนเกษียณอายุได้เร็วที่สุดคือ 62 ปี หากจ่ายเงินสมทบครบตามปีที่กำหนด คือ 41 ปี ก็จะได้เงินบำนาญเต็มจำนวน ขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านของฝรั่งเศส อย่างเยอรมนี อิตาลี และเดนมาร์กกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 67 ปี ส่วนสเปนกำหนดไว้ที่ 65 ปีและกำลังจะปรับเป็น 67 ปีในปี 2027
ต้นเหตุของปัญหาระบบเงินบำนาญนั้นมาจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากขณะนี้ประชากรผู้สูงอายุในฝรั่งเศสกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในฝรั่งเศสประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนร้อยละ 26 หรือเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ในอนาคตจะยิ่งเพิ่มมากกว่านี้
ปัญหานี้เกิดขึ้นกับประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว อย่าง ญี่ปุ่น ข้อมูลจากกระทรวงกิจการภายในของญี่ปุ่นระบุว่า ประชากรญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 65 ปี
มีมากถึงร้อยละ 29 หรือราว 36.3 ล้านคน มากกว่าประชากรเด็กที่อายุไม่เกิน 15 ปีราว 2.5 เท่า ปกติแล้วประชาชนญี่ปุ่นจะได้รับเงินบำนาญด้วยการจ่ายเงินในระบบบำนาญจากทางรั ฐบาลทุกๆ ปี ถือเป็นสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ
และระบบเงินบำนาญของที่นี่จะคำนวณตามรายได้หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ปัญหาขาดดุลเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้ขยายอายุเกษียณลูกจ้างเป็น 70 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ 65 ปี