อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่มีมีสัญญาณแห่งความหวังว่าจะพบเรือดำน้ำลำดังกล่าว ขณะที่ทีมกู้ภัยนานาชาติระบุว่าจะยังคงปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าออกซิเจนบนเรือจะหมดลงก็ตาม
วันนี้ 22 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของภารกิจการค้นหาเรือดำน้ำไททันที่หายสาบสูญใต้ทะเลลึก หน่วยยามชายฝั่งสหรัฐประเมินว่าออกซิเจนบนเรือจะหมดลงในเวลา 07:18 นาฬิกา ตามเวลาโซนตะวันออกของสหรัฐฯ หรือประมาณ 18.18 นาฬิกาตามเวลาประเทศไทย
แม้เวลานี้จะผ่านเส้นตายที่ออกซิเจนบนเรือดำน้ำหมดไปแล้วก็ตาม แต่ทีมกู้ภัยนานาชาติยังคงระดมกำลังปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำอย่างต่อเนื่อง
ด้านนาวาเอก เจมี เฟรเดอริก (Jamie Frederick) หัวหน้าหน่วยรักษาชายฝั่งเขต 1 ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า คาดว่าเรือที่ปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำไททันจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 1-2 วันจากนี้
ส่วนความคืบหน้าปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำ จนถึง ณ ช่วงบ่ายของวันพุธตามเวลาท้องถิ่น หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐฯได้เปิดเผยภาพกราฟฟิกที่ระบุพื้นที่ปฏิบัติการค้นหาเรือดำน้ำที่สำรวจไปแล้ว ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 2 เท่าของรัฐคอนเนตติคัตทั้งรัฐ และลงลึกไปใต้ทะเลอีกกว่า 4 เมตร
ขณะที่เรือโพลาร์ พรินซ์ (Polar Prince) ที่เป็นเรือหลักติดต่อกับเรือดำน้ำยังคงปฏิบัติการอยู่ใกล้กับจุดที่ซากเรือไททานิคจมอยู่ และจะยังคงเป็นศูนย์บัญชาการสำหรับภารกิจการค้นหา
ทั้งนี้มีรายงานว่า ในวันนี้จะมีเรืออีก 10 ลำ และเรือดำน้ำควบคุมระยะไกลอีกหลายลำเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจค้นหา จากที่ตอนนี้มีเรืออย่างน้อย 11 ลำ กำลังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นจุดที่ตรวจพบเสียงใต้น้ำ
แต่ว่าจนถึงขณะนี้ หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐฯ ยังไม่สามารถระบุที่มาของเสียงใต้น้ำที่ตรวจพบเมื่อวันอังคาร และวันพุธที่ผ่านมา
เดวิด มาร์เกต์ (David Marquet) อดีตกัปตันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เสียงใต้น้ำที่เครื่องบินแคนาดาตรวจพบ อาจไม่ได้มาจากเรือดำน้ำไททัน แต่อาจเป็นเสียงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นอกจากนี้อดีตกัปตันเรือรายนี้ยังเชื่อว่าโอกาสรอดชีวิตของคนที่อยู่บนเรืออยู่ในระดับต่ำ เพราะคาดว่าทุกคนน่าจะกำลังขาดน้ำ หิวโหย และหนาวจัด เนื่องจากสภาพแวดล้อมโดยรอบเรืออยู่ในจุดเยือกแข็ง หรือต่ำกว่าเล็กน้อย
อีกทั้งผู้คนเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาออกซิเจน และการหายใจที่ลำบาก เพราะเรือดำน้ำจำกัดการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการหายใจเข้าออกของคน ซึ่งหากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับสูง ก็จะทำให้คนเริ่ม เวียนหัว มึนงง และคลื่นไส้ จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สำหรับเรือดำน้ำ "ไททัน" เรือลำนี้เป็นของบริษัท “โอเชียนเกท เอ็กพิดิชันส์” (OceanGate Expeditions) อันที่จริงภาษาอังกฤษใช้คำว่า Submersible ซึ่งมีความหมายว่า ยานดำน้ำ เนื่องจากตัวเรือมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และการจะปลดปล่อยเรือลงสู่ทะเลรวมถึงการกู้ขึ้นจากผิวน้ำยังต้องพึ่งพาเรือหลัก
เรือไททันมีความยาว 6.7 เมตร กว้าง 2.8 เมตร สูง 2.5 เมตร น้ำหนักเฉพาะตัวเรือหนัก 10.43 ตัน ส่วนน้ำหนักการบรรทุกรับน้ำหนักได้ 685 กิโลกรัม และเรือทำความเร็วสูงสุดได้ราว 5.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ภายในประกอบไปด้วยผู้โดยสาร 5 คน ได้แก่ สต็อกตัน รัช ซีอีโอบริษัทโอเชียนเกตส์ เอ็กพิดิชันส์ ฮามิช ฮาร์ดิง มหาเศรษฐีนักธุรกิจการบินชาวอังกฤษ พอล อองรี นาร์กิโอเลต์ นักสำรวจซากเรือไททานิกชาวฝรั่งเศส เจ้าของฉายามิสเตอร์ไททานิค และ ชาห์ซาดา ดาวูด รองประธานบริษัทพลังงานของปากีสถาน พร้อมลูกชาย สุไลมาน ดาวูด
เรือออกเดินทางจากเมืองเซนต์ จอห์น รัฐนิวฟันด์แลนด์ ทางตะวันออกของแคนาดา ไปพร้อมกับเรือโพลาร์ พรินซ์ ที่เป็นเรือหลักเมื่อเวลา 04.00 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเดินทางไปสำรวจซากเรือไททานิคซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลลึก 3,800 เมตร
เวลาราว 7 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น เรือไททันเริ่มดำลงสู่น้ำ จากนั้นราว 1 ชั่วโมง 45 นาทีถัดมา เรือได้ขาดการติดต่อกับ เรือโพลาร์ พรินซ์ (Polar Prince) ที่เป็นเรือหลักที่ลอยอยู่ยังผิวน้ำกลางมหาสมุทรแปซิฟิก จนถึงเวลาราวบ่ายสองซึ่งเป็นเวลาที่เรือไททันควรจะลอยกลับขึ้นมาสู่ผิวน้ำ แต่กลับไม่มีวี่แววของเรือ ทางบริษัทจึงต้องแจ้งข่าวให้หน่วยยามชายฝั่ง
ทั้งนี้หลังจากเรือดำน้ำไททันขาดการติดต่อ หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐฯ และแคนาดา เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาเรือดำน้ำลำดังกล่าว โดยมีทีมกู้ภัยจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาสมทบช่วยเหลือในภารกิจค้นหาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมีสัญญาณแห่งความหวังในการค้นพบเรือดำน้ำ และผู้รอดชีวิตมากขึ้น หลังจากเครื่องบิน P-3 ของแคนาดา ตรวจพบเสียงใต้น้ำในพื้นที่ค้นหา
โดยบันทึกข้อความภายในของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า เครื่องบินของแคนาดาตรวจพบเสียงเคาะหลายครั้ง ห่างกัน 30 นาที และยังคงตรวจพบเสียงนั้นอยู่แม้เวลาจะผ่านไป 4 ชั่วโมง หลังจากทีมค้นหามีการใช้อุปกรณ์โซนาร์เพิ่ม
อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนตำแหน่งการค้นหาด้วยยานสำรวจใต้น้ำควบคุมระยะไกล (ROV) เพื่อพยายามหาต้นตอของเสียง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบอะไร ทั้งนี้ทีมกู้ภัยนานาชาติยังคงระดมค้นหาเรือดำน้ำลำนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตยังริบหรี่ การค้นหาดำเนินจนถึงตอนนี้ แม้ว่าปริมาณออกซิเจนจะหมดลงแล้วก็ตาม
ความท้าทายของภารกิจการค้นหาเรือดำน้ำไททันเผชิญกับความยุ่งยาก และซับซ้อน เนื่องจากต้องปฏิบัติการค้นหาใต้ทะเลลึก คำถามสำคัญคือ ทำไมการค้นหาตำแหน่งเรือดำน้ำถึงทำได้ยาก และทำไมทีมกู้ภัยถึงไม่ใช้โทรศัพท์สื่อสารผ่านดาวเทียม เพื่อค้นหาตำแหน่งของเรือดำน้ำ?
ตามหลักฟิสิกส์ของน้ำ และในพื้นที่ที่มีระดับความลึกมากๆ เทคโนโลยีที่ใช้บนบก หรือแม้แต่ในอวกาศ เช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม และ GPS จะไม่ทำงาน โดยเรือดำน้ำไททันเองเมื่อดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึกต้องสื่อสารกับเรือสนับสนุน
โดยใช้การส่งสัญญาณไปกลับเพื่อระบุตำแหน่งของมัน ทั้งนี้การส่งสัญญาณของเรือดำน้ำไททันไปยังเรือสนับสนุนค่อนข้างจำกัด เพราะถ้าเรือดำน้ำไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งตรงกับเรือสนับสนุน การสื่อสารจะถูกตัดขาดไป
การค้นหาที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดเรื่องของปริมาณออกซิเจนที่อยู่ในเรือดำน้ำ นอกเหนือจากประเด็นที่ว่าต้องหาเรือให้พบแล้ว ยังต้องคิดต่อว่าจะช่วยผู้โดยสารทั้งหมดออกมาได้อย่างไรต่อให้ทีมกู้ภัยสามารถเดินทางไปถึงจุดที่เรือดำน้ำอยู่ พวกเขาก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้โดยสารบริเวณก้นมหาสมุทรได้
เพราะตัวโครงสร้างของเรือดำน้ำได้รับการออกแบบให้ทนต่อแรงดันสูงจากสภาพแวดล้อม อีกทั้งเรือยังออกแบบมาให้เปิดได้จากด้านนอกเท่านั้น ดังนั้นการช่วยชีวิตผู้คนต้องทำบนผิวน้ำ ซึ่งวิธีการที่เป็นไปได้เมื่อพบเรือดำน้ำอยู่ที่ก้นมหาสมุทรคือ การส่งเรือดำน้ำไร้คนขับ หรือยานควบคุมระยะไกลลากเรือดำน้ำไททันขึ้นสู่ผิวน้ำ
ส่วนคำถามที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรือดำน้ำทันไทจะไม่ได้อยู่ใต้ทะเล และมีโอกาสที่จะลอยจากก้นทะเลขึ้นสู่ผิวน้ำไปแล้ว แต่บังเอิญขาดการติดต่อจึงไม่ทราบตำแหน่ง
คำตอบคือมีความเป็นไปได้ เพราะเรือดำน้ำไททันมีชุดมาตรการความปลอดภัยสำรอง ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เรือสามารถทิ้งตัวถังของเรือ และกลับขึ้นสู่ผิวน้ำได้โดยอัตโนมัติ หากระบบขัดข้อง หรือกัปตันไม่สามารถควบคุมได้
อย่างไรก็ตามการที่เรือดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้โดยสารจะรอดชีวิตออกมาได้ เพราะเรือถูกออกแบบให้เปิดจากด้านนอก นั่นหมายความว่า ผู้โดยสารยังต้องรอจนกว่าทีมกู้ภัยจะพบเรือแล้วคลายสลักประตูของเรือดำน้ำออก ซึ่งระหว่างที่รอออกซิเจนก็กำลังหมดลงเรื่อยๆ
เหล่านี้คือความท้าทายจากทั้งตัวเรือเอง และทั้งสภาพแวดล้อมที่ทำให้การค้นหาและกู้เรือทำได้ยากมาก อย่างไรก็ตามทางทีมค้นหายืนยันว่า พวกเขาจะค้นหาต่อไป แม้ว่าจะเลยช่วงเวลาที่ลูกเรือจะมีโอกาสรอดชีวิตแล้วก็ตาม