ไม่นานมานี้มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับ “กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม” หรือ Atlantic Meridional Overturning Circulation (AMOC) โดยมีสัญญาณว่ามันกำลังเคลื่อนตัวช้าลง และมีแนวโน้มว่าจะล่มสลายภายในศตวรรษนี้
อย่างไรก็ดี หลายคนที่ได้อ่านหรือได้ฟังรายงานดังกล่าว อาจยังไม่เห็นภาพหรือเข้าใจดีนักว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร และจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างต่อผู้คนและโลก
“กัลฟ์สตรีม” คืออะไร?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า มหาสมุทรจะมี “กระแสน้ำ” ที่ไหลเวียน นำน้ำจากที่หนึ่งหมุนเวียนไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งกระแสน้ำในมหาสมุทรนี้มีอิทธิพลโดยตรงต่อชีวิตของเรา เพราะมันกำหนดทั้งสภาพอากาศและภูมิอากาศ
กระแสน้ำมหาสมุทรยังนำพา “ความร้อน” จากเส้นศูนย์สูตรมาสู่ขั้วโลก พูดง่าย ๆ คือเป็นเหมือนเครื่องจักรหรือสายพานลำเลียงที่นำพาความร้อนไปสู่ที่ต่าง ๆ
ทั้งนี้ ในมหาสมุทรไม่ได้มีกระแสน้ำแค่สายเดียว แต่มีเป็นจำนวนมาก การไหลเวียนของสายพานลำเลียงเหล่านี้ทำให้ 4 ใน 5 ของมหาสมุทรบนโลกมีการแลกเปลี่ยนน้ำระหว่างกัน ก่อเกิดเป็นระบบหมุนเวียนระดับโลก
สายพานลำเลียงเหล่านี้ถูกเรียกรวม ๆ ว่า การไหลเวียนของเทอร์โมฮาไลน์ (Thermohaline Circulation) โดยที่ “เทอร์โม” หมายถึงอุณหภูมิ ส่วนคำว่า “ฮาไลน์” คือส่วนที่เป็นเกลือของน้ำ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เป็นตัวกำหนด “ความหนาแน่นของน้ำ”
ความแตกต่างของความหนาแน่นในน้ำมหาสมุทรโลกมีส่วนในการทำให้กระแสน้ำเคลื่อนไหว โดยน้ำอุ่นมีความหนาแน่นน้อยกว่าและลอยขึ้น ในขณะที่น้ำเย็นจะจมลง รวมถึงหากน้ำมีเกลือมาก ก็จะทำให้ความหนาแน่นของน้ำมากขึ้นด้วย
กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม เป็นส่วนหนึ่งของการไหลเวียนของเทอร์โมฮาไลน์นี้ มีต้นกำเนิดที่ปลายสุดของรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ บริเวณอ่าวเม็กซิโก เป็นกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกที่อบอุ่นและเคลื่อนตัวรวดเร็ว ทอดตัวตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และแคนาดา วิ่งผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางยุโรป จบที่ทะเลนอร์เวย์
เมื่อไปถึงทะเลนอร์เวย์ น้ำอุ่นที่เข้ามาจะเริ่มเย็นลง และน้ำจะหนาแน่นกว่าและจม และเริ่มเคลื่อนตัวลงใต้ ในที่สุดก็ไหลไปตามก้นมหาสมุทรไปจนถึงทวีปแอนตาร์กติกา กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสน้ำอื่นที่จะพาน้ำหมุนเวียนไปทั่วโลก
“กัลฟ์สตรีม” สำคัญอย่างไร?
กัลฟ์สตรีมมีความสำคัญมากต่อภูมิอากาศยุโรป มีความยาวถึง 10,000 กิโลเมตรเป็นกระแสน้ำที่ยาวและเร็วที่สุดบนโลก และอุ่นมาก ๆ เคลื่อนตัวด้วยความเร็วประมาณ 2 เมตรต่อวินาที นำพาน้ำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไปยังยุโรป
สิ่งมีชีวิตหลากสายพันธุ์ได้ใช้กระแสน้ำอุ่นเป็นระบบขนส่งสำหรับการเดินทางของพวกมัน เช่น ในการอพยพย้ายถิ่นฐานชั่วคราว แต่ไม่ใช่แค่สัตว์เท่านั้น กัลฟ์สตรีมยังนำพาอากาศอุ่นปริมาณมหาศาลมากับมันด้วย
ถ้าจะสร้างความร้อนในระดับเดียวกันกับที่กัลฟ์สตรีมมาสู่ชายฝั่งยุโรป มีการประเมินว่า ต้องใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 1 ล้านแห่ง และนี่คือเหตุผลที่บ้างคนเรียกกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมว่าเป็น “ปั๊มความร้อน”
หากปราศจากกัลฟ์สตรีม อุณหภูมิในบริเวณนี้จะเย็นลงอย่างมาก อย่างน้อย 5-10 องศาเซลเซียส ทำให้บางส่วนของยุโรปจะปราศจากทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม แต่จะมีหน้าหนาวที่ยาวนานและน้ำแข็งปกคลุมแทน
“กัลฟ์สตรีม” จะหยุดลงได้อย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้น?
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงความกลัวว่ากระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมจะหยุดไหลจาก “ภาวะโลกร้อน” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ จะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำจืดจะไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น เกลือในมหาสมุทรจะถูกเจือจาง ลดความหนาแน่นของน้ำ ทำให้น้ำจมหรือหมุนเวียนลงไปด้านล่างได้น้อยลง เมื่อน้ำจืดเกินไป อุ่นเกินไป หรือทั้งสองอย่าง กระแสน้ำก็จะหยุดทำงาน
มีการประเมินว่า การล่มสลายของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม จะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่รุนแรงมากขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของยุโรปและสหรัฐฯ รวมถึงเปลี่ยนการเคลื่อนตัวของลมมรสุมในเขตร้อน
ครั้งล่าสุดที่ระบบกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมหยุดทำงานคือเมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลงราว 11,500 ปีก่อน เมื่อธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้กัลฟ์สตรีมหยุดทำงาน ส่งผลให้อุณหภูมิในซีกโลกเหนือแปรปรวนอย่างมากถึง 10-15 องศาเซลเซียสภายในหนึ่งทศวรรษ
เรียบเรียงจาก Live Science / Met Office UK / SciJinks
ภาพจาก Shutterstock