แคลิฟอร์เนีย เผชิญพายุพัดถล่มอีกระลอก


โดย PPTV Online

เผยแพร่




รัฐแคลิฟอร์เนียเผชิญกับภัยคุกคามจากพายุอีกครั้ง ผลพวงจากพายุลูกล่าสุดส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วพื้นที่จนทำเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ 20 ก.พ. เป็นวันที่สามแล้วที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และคาดว่าจะตกลากยาวมาถึงวันนี้  ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พายุฝนระลอกล่าสุดเป็นผลพวงมาจากปรากฎการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ หรือ atmospheric river ที่หมุนวนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าไปบนแผ่นดินทางรัฐแคลิฟอร์เนีย

สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (18 ก.พ.) ที่ผ่านมา 

ขีปนาวุธเกาหลีเหนือที่รัสเซียใช้โจมตียูเครน มีชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ-ยุโรป

“ปูติน” ยัน ไม่มีแผนติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในวงโคจรหรืออวกาศ

พายุ รายการรอบโลก DAILY
น้ำท่วมรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

หลังจากพายุลูกใหม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่ทางตอนใต้ของรัฐ  อิทธิพลของพายุลูกดังกล่าวส่งผลให้เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามวันแล้ว

โดยวานนี้ 20 ก.พ. มีรายงานว่าพื้นที่ที่ฝนตกหนักที่สุดคือที่นครลอส แอนเจลิส ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนสะสมตลอดสามวันที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.3 นิ้ว  ขณะเดียวกันก็เกิดลมแรงพัดกระหน่ำใส่ชุมชนต่างๆ ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ทางตอนเหนือไปจนถึงตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงอ่าวซานฟรานซิสโก รายงานข่าวระบุว่า ผลพวงจากพายุลูกดังกล่าวส่งผลให้ถนนหลายสายถูกน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ต้นไม้หักโค่น รวมถึงชายฝั่งกัดเซาะ

 ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ส่งทีมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เก็บกวาดหินและเศษซากต่างๆ ที่พายุพัดเข้ามา รวมถึงเร่งสร้างแนวป้องกันเสริมในบางพื้นที่ เช่น ที่ชายหาด ลอง บีช เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์อากาศ (WPC) ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) ได้ยกระดับคำเตือนความเสี่ยงน้ำท่วมเป็นระดับ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับในพื้นที่บางส่วนของซานตาบาร์บารา เวนทูรา และนครลอสแอนเจลิส ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

 ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐแคลิฟอร์เนียยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงเฝ้าระวังน้ำท่วมอยู่ในระดับ 2 และคาดการณ์ว่า คำเตือนภัยน้ำท่วมจะขยายออกไปจนถึงช่วงวันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์หรือวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ

 นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่าผู้คนหลายล้านคนในรัฐแคลิฟอร์เนียได้รับคำแจ้งเตือนให้ระวังลมแรงจนถึงเมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีลมกระโชกแรงสูงถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย ในเซียร์รา เนวาดา ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีการคาดการณ์ว่าจะมีหิมะตกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 3 ฟุต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยอดเขา

อย่างไรก็ตาม พายุที่พัดถล่มรัฐแคลิฟอร์เนียระลอกล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นพายุที่เคลื่อนตัวเร็วและมีความรุนแรง แต่คาดว่านี่จะเป็นพายุที่เคลื่อนตัวทอดยาวออกไปเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดหิมะตกบนภูเขาในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเฉพาะทางตอนใต้จนถึงวันพุธที่ 21 ก.พ. หรือก็คือวันนี้

 ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายระบุว่า อิทธิพลของพายุระลอกนี้เกิดจากปรากฎการณ์ "ไพน์แอปเปิล เอ็กซ์เพรส" หรือ “แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ” (Atmospheric river) ที่หมุนวนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย

 แม่น้ำในชั้นบรรยากาศคืออะไรแม่น้ำในชั้นบรรยากาศเป็นปรากฏการณ์กระแสไอน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากกระแสความชื้นหนาแน่นที่เกิดขึ้นบนอากาศไปปะทะกับลม จนไหลเป็นทางยาวพาดผ่านท้องฟ้า คล้ายกับเป็นแม่น้ำที่ไหลอยู่บนอากาศ  และได้นำพาความชื้นมาจากพื้นที่เขตร้อนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากบริเวณใกล้เกาะฮาวาย เข้าไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย

เมื่อปรากฏการณ์นี้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งก็มักจะปล่อยไอน้ำออกมาในรูปแบบของฝน หรือหิมะ ทั้งนี้ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐแคลิฟอร์เนียจะเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วม และดินโคลนถล่มอยู่แล้ว

 แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พายุระลอกล่าสุดไม่น่าจะทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียได้รับความเสียหายมากขนาดเดียวกับปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศที่พัดขึ้นฝั่งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งครั้งนั้นทำให้ผู้คนเกือบ 1 ล้านคนประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ และมีผู้เสียชีวิต 9 ราย

อย่างไรก็ตาม แซ็ค เทย์เลอร์ นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสของ NOAA ระบุว่า ปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าปกติตลอดเดือนทำให้ดินอ่อนนุ่มอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พายุลูกใหม่ไม่จำเป็นต้องมีพลังรุนแรงเหมือนลูกก่อนๆ ก็สามารถก่อให้เกิดผลกระทบที่คล้ายคลึงกันเช่น น้ำท่วม และดินถล่มได้

ที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ปรากฎการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งและทำให้ปริมาณน้ำฝนและหิมะเพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์  ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ปี 2024 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่มีฝนตกชุก ขณะอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นจะส่งผลให้หิมะตกน้อยลง

 

นอกเหนือจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศในเอเชียอย่างจีนก็กำลังเผชิญกับหิมะตกหนักและสภาพอากาศหนาวเย็นจัดเช่นกัน

ล่าสุด มีรายงานว่าหลายพื้นที่ทางตอนกลางของประเทศต้องเผชิญกับหิมะตกหรือกระทั่งพายุหิมะ จนส่งผลให้การคมนาคมหยุดชะงักเป็นวงกว้าง

หลายพื้นที่ของจีนกลับมาต่อสู้กับภาวะอากาศเย็นยะเยือกอีกครั้ง ในขณะที่ผู้คนเพิ่งกลับมาจากการเฉลิมฉลองวันหยุดเทศกาลตรุษจีนพื้นที่หนึ่งที่เผชิญกับหิมะตกหนักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาคือที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน

โดยหิมะที่เริ่มตกลงมาช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ได้ตกเป็นระยะเวลานานกว่าที่พยากรณ์อากาศคาดการณ์ไว้ เนื่องจากปริมาณไอน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว หลังกระแสอากาศชื้นมาบรรจบกับมวลอากาศเย็นในบริเวณดังกล่าว  

หลังจากที่มีหิมะตกหนัก สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของกรุงปักกิ่งได้ออกมาประกาศปิดทางหลวง 8 แห่ง และขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน

นอกจากที่กรุงปักกิ่งแล้ว มณฑลในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น เหอเป่ย เหอหนาน และซานซีก็เผชิญกับหิมะตกหนักตั้งแต่ช่วงเมื่อวานนี้ จนประสบปัญหาการคมนาคมติดขัดเมื่อวานนี้ มีรายงานว่าทางหลวงหลายสายในมณฑลเหอเป่ยถูกปิดลง ส่วนที่มณฑลซานซีก็ประกาศระงับบริการรถบัสสาธารณะเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกันกับที่เมืองเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลเหอหนาน รถไฟมากกว่าร้อยขบวนต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากสภาพอากาศ ขณะที่มีผู้โดยสารหลายพันคนติดอยู่ที่สถานีรถไฟ

 อย่างไรก็ดี ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ รวมถึงบางส่วนของภาคใต้จะลดลงต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

 ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกของประเทศจีนเผชิญอากาศหนาวที่สุดในรอบกว่า 60 ปี  โดยตรวจวัดอุณหภูมิได้ ติดลบ 52.3 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติที่เมื่อวันที่ 21 มกราคม ปี 1960 หรือในรอบ 64  ปี ซึ่งครั้งนั้นอยู่ที่ติดลบ 51.5 องศาเซลเซียส

ส่วนที่ออสเตรเลีย โดยเฉพาะในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียต้องเผชิญกับอุณหภูมิร้อนจัด โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียส

รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเผชิญกับอากาศร้อนจัดอย่างต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ จนติดหนึ่งใน 15 สถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลกในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา จุดที่ร้อนที่สุดคือเมืองคาร์นาร์วอน ทางตะวันตกสุดของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาสามารถวัดอุณหภูมิสูงถึง 49.9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิที่สูงสุดเป็นอันดับสองที่เคยบันทึกได้ในเดือนกุมภาพันธ์ และเป็นวันที่มีอากาศร้อนมากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของประเทศ

 ส่วนอุณหภูมิสูงสุดที่เคยวัดได้ในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 50.5 องศาเซลเซียสที่เมืองมาร์ดี ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ปี 1998 ทั้งนี้ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้ว

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย (BoM) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับคลื่นความร้อนไปจนถึงวันนี้  พร้อมระบุว่าพื้นที่ทางตะวันตก และทางตอนเหนือของ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียจะเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ส่วนประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ฤดูร้อนของไทยปีนี้จะเริ่มต้นในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และสภาพอากาศในปีนี้จะร้อนยิ่งกว่าปีที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ระหว่าง 42 - 44.5 องศาเซลเซียส

ส่วนจังหวัดที่คาดว่าจะมีอากาศร้อนที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก และอุดรธานี ซึ่งจะเผชิญกับอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่ 44 องศาเซลเซียส

 คำถามคือ ทำไมฤดูร้อนปีนี้จึงมีแนวโน้มที่จะร้อนกว่าปกติด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่าน facebook ส่วนตัวโดยอธิบายว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ โลกร้อน ปรากฏการณ์เอลนีโญ และการครบรอบจุดระเบิดบนดวงอาทิตย์

 ทั้งสามปัจจัยผลักดันให้โลกเผชิญกับอากาศร้อนสุดขั้ว และจะส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับอากาศร้อนกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนนี้

ย้อนความสัมพันธ์ 32 ปี “สมเด็จฮุน เซน – ทักษิณ” แนบแน่นแค่ไหน?

ผลบอลพรีเมียร์ลีก แมนฯซิตี้ ชนะ เบรนท์ฟอร์ด ฮาลันด์ ซัดประตูโทน

ธปท.เพิ่ม “วันหยุดธนาคาร” รับลูก ครม. สงกรานต์นี้หยุดยาว 12-16 เม.ย.67

PR-โปรแกรมผลบอล-2_B PR-โปรแกรมผลบอล-2_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ