เมื่อวานนี้ทางการอิหร่านได้ยืนยันข่าวการเสียชีวิตของประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน หลังประสบเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา
เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายร่างของประธานาธิบดีอิหร่านจากที่เกิดเหตุไปยังเมืองทาบริซ จังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออก เพื่อจัดพิธีรำลึกและอำลาประธานาธิบดีเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา ขบวนรถที่บรรทุกหีบศพของประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี และฮอสเซน อามีร์-อับดุลลาเฮียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน รวมถึงเจ้าที่รายอื่นๆ ได้เดินทางมาถึงเมืองทาบริซ ในจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออก ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมอำลาผู้นำประเทศเป็นครั้งสุดท้าย
ตามกำหนดการที่เผยแพร่โดยทางการอิหร่าน ในช่วงหัวค่ำตามเวลาบ้านเรา ขบวนรถบรรทุกหีบศพประธานาธิบดีอิหร่านจะเคลื่อนไปยังเมืองฆอม และเคลื่อนต่อไปยังกรุงเตหะราน เมืองหลวงในช่วงดึก
ส่วนวันพรุ่งนี้ ขบวนรถและหีบศพทั้งหมด จะประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เพื่อทำพิธีทางศาสนาและให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศต่างๆ เข้าร่วมพิธี
โดยทางการอิหร่านได้ประกาศให้วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดทางราชการ ก่อนที่ในวันพฤหัสบดีขบวนรถบรรทุกหีบศพ จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดโคราซานใต้ และทางการจะฝังร่างของประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ที่สุสานในเมืองมาชดาด พื้นที่ทางตะวันออกของอิหร่าน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา
ท่ามกลางการจัดพิธีศพที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันนี้ IRNA สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนที่นำโดยพลจัตวา อาลี อับดุลลาฮี ถูกส่งไปยังสถานที่เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกและกระบวนการสืบสวนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในระหว่างที่กระบวนการสืบสวนสาเหตุของเครื่องบินตกกำลังดำเนินอยู่ หลายฝ่ายประเมินเบื้องต้นว่า เมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์ที่ประธานาธิบดีอิหร่านและคณะโดยสารนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอุบัติเหตุ โดยอุบัติเหตุอาจเกี่ยวข้องกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
เมื่อวานนี้ IRIB สื่อของอิหร่านได้เผยแพร่ภาพขณะที่ผู้สื่อข่าวลงไปทำข่าว ณ จุดที่เฮลิคอปเตอร์ของประธานาธิบดีไรซีตก ในเมืองจอลฟา จังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาเผยให้เห็นสภาพของเฮลิคอปเตอร์ ที่ได้รับความเสียหายจากการตกกระแทกกับไหล่เขา โดยมีรายงานว่าส่วนหัวของเฮลิคอปเตอร์ถูกเพลิงไหม้จนได้รับความเสียหาย
ตอนนี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่ประธานาธิบดีอิหร่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะผู้ติดตามโดยสารไป คือ เฮลิคอปเตอร์รุ่น เบล ทูทเวลฟ์ ทวิน ฮิวอี้ (Bell 212 Twin Huey) หรือชื่อทางการทหารคือ ทวิน ทูทเวลฟ์
เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้เป็นแบบขนาดกลาง 2 ใบพัด 2 เครื่องยนต์ สามารถทำการบินได้ไกลถึง 420 กม. ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. บรรทุกผู้โดยสารได้ 15 คน เฮลิคอปเตอร์รุ่น เบล ทูทเวลฟ์ ทวิน ฮิวอี้ ปรากฏตัวบนน่านฟ้าครั้งแรกในปี 1968 หรือเมื่อ 56 ปีก่อน ที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิต
ก่อนที่ในปี 1988 จะย้ายฐานการผลิตไปยังรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา หลายฝ่ายมองว่าประวัติและเบื้องหลังการผลิตของเฮลิคอปเตอร์ ทวิน ทูทเวลฟ์ อาจอยู่เบื้องหลังการตกในครั้งนี้
เมื่อวานสื่อทางการของอิหร่านได้ระบุในการรายงานข่าวว่า เหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่คร่าชีวิตประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี เป็นผลมาจาก “ความผิดพลาดในเชิงเทคนิค” ของตัวเฮลิคอปเตอร์
นี่นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามการเมืองอิหร่านมาอย่างยาวนาน ซึ่งให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า “ความผิดพลาดในเชิงเทคนิค” ดังกล่าวเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกบังคับใช้กับอิหร่านมานานหลายสิบปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามอิหร่านในปี 1979
มาตรการการคว่ำบาตรอิหร่านในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ส่วนหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ภาคการบินของอิหร่าน ทำให้อิหร่านไม่สามารถนำเข้าเครื่องบินรุ่นใหม่หรือเฮลิคอปเตอร์ มาแทนที่เครื่องบินในช่วงทศวรรษก่อนๆ ได้
ต่อมาในปี 1995 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมที่ทำให้อิหร่านไม่สามารถปรับปรุงเครื่องบินของสายการบินเชิงพาณิชย์ได้
มาตรการคว่ำบาตรชุดนี้ ส่งผลให้อิหร่านต้องใช้เครื่องบินเก่าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงเครื่องบินของรัสเซีย และต้องซ่อมเครื่องบินไอพ่นรุ่นเก่าที่มีอายุเกินกว่าอายุการใช้งานปกติ ด้วยอะไหล่ที่มาจากตลาดมืด ซึ่งอะไหล่กว่าร้อยละ 10 ของเครื่องบินทั่วโลก หรือแม้แต่ของรัสเซียเอง ก็มีฐานการผลิตในสหรัฐฯ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเฮลิคอปเตอร์ของประธานาธิบดีไรซีที่เกิดอุบัติเหตุ ก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวเครื่องจะเก่าและไม่ได้รับการบำรุงรักษาที่ถูกต้อง เนื่องจากตัวเครื่องและอะไหล่ทั้งหมด ถูกผลิตโดยสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงมายังอิหร่าน
นอกจากนี้ผลจากการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมการบิน ทำให้นับตั้งแต่ปี 1979 จนถึงปัจจุบัน อิหร่านมีรายงานอุบัติเหตุทางการบินกว่า 200 ครั้ง และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 2,000 ราย
ข้อมูลล่าสุดของสถาบันวอชิงตันเพื่อการศึกษานโยบายในตะวันออกใกล้เมื่อปี 2019 ชี้ว่า สายการบินของอิหร่านจำนวน 23 สายการบิน สามารถใช้เครื่องบินให้บริการผู้โดยสารได้เพียง 156 ลำจากทั้งหมด 300 ลำ ซึ่งเครื่องบินที่ใช้การไม่ได้ส่วนใหญ่ กำลังรออะไหล่เพื่อซ่อมแซมอยู่
แม้จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก แต่ทางการอิหร่านได้พยายามที่จะสร้างการผลิตและอุปทานชิ้นส่วนเครื่องบินภายในประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายที่กว้างขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบต่อต้าน เพื่อเป็นปราการป้องกันการคว่ำบาตร
แต่การผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ที่สำคัญในการบิน อาจเป็นเรื่องยากและต้องใช้องค์ความรู้เฉพาะทาง รวมถึงโรงงานที่มีความพร้อมในการผลิต
แนวคิดเรื่องการคว่ำบาตรเป็นสาเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ของผู้นำอิหร่านตก ได้รับการยืนยันโดยโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ที่ระบุกับสำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านว่า สหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพราะเป็นผลมาจากการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมการบินของประเทศ
อย่างไรก็ดี แพทริค คลอว์สัน ที่ปรึกษาการวิจัยของสถาบันวอชิงตัน ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การโทษว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตของประธานาธิบดีอิหร่าน เป็นเพียงการเชื่อทฤษฎีสมคบคิดและหาผู้รับผิด
ที่ปรึกษาการวิจัยของสถาบันวอชิงตันชี้ว่า ถ้าพิจารณาตามสถิติที่ระบุว่า ในช่วงระยะเวลา 24 ปี อิหร่านเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินแบบรุนแรง 20 ครั้ง ในจำนวนนี้มีเพียง 8 ครั้งที่เกิดจากเครื่องบินของสหรัฐฯ ส่วนอีก 9 ครั้งเป็นผลมาจากเครื่องบินของรัสเซีย และ 3 ครั้งเป็นผลมาจากเครื่องบินของยุโรป ดังนั้นการโทษมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จึงดูไม่สมเหตุสมผล
นอกจากนี้ ที่ปรึกษาการวิจัยของสถาบันวอชิงตัน ยังได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดนักบินจึงเลือกนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินผ่านพื้นที่ที่มีหมอกหนา มีฝนตก และใกล้เวลากลางคืน โดยที่มีประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศโดยสารอยู่ด้วยเพราะนี่เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการบิน สอดคล้องกับความเห็นของ ฟาร์ซิน นาดิมี นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมและความมั่นคง ที่กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกยานพาหนะโดยสารของประธานาธิบดีอิหร่านเอง
เพราะรัฐบาลอิหร่านมีเฮลิคอปเตอร์ของรัสเซียอยู่ในประเทศ หรือแม้กระทั่งสามารถติดต่อเพื่อซื้อเฮลิคอปเตอร์ลำใหม่จากจีนและรัสเซียได้ แต่สุดท้าย คณะของประธานาธิบดีกลับเลือกที่จะโดยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ดังนั้นหากต้องถามหาผู้รับผิดชอบ นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมและความมั่นคงระบุว่า ทางการอิหร่านคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ใช่สหรัฐฯ ที่เป็นผู้ออกมาตรการคว่ำบาตร
จุดยืนเรื่องการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ถูกนำมาย้ำอีกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์เครื่องบินผู้นำอิหร่านตก โดยแมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่ขอโทษกับการออกมาตรการคว่ำบาตร เพราะอิหร่านใช้อุปกรณ์การบินไปกับการสนับสนุนการก่อการร้าย และสหรัฐฯ จะเดินหน้าคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป
ขณะที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า สหรัฐฯ ไม่มีข้อมูลเชิงลึกสำหรับเหตุที่เกิดขึ้นและต้องรอการสืบสวนจากอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ไม่สนใจว่าจะมีการกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุหรือไม่ แล้วสาเหตุของการออกมาพูดเช่นนี้ของอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านคืออะไร
นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อาจเป็นการเล่นบทนำเพื่อส่งสัญญาณไปยังอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่า ตัวเขาต้องการลงสมัครรับตำแหน่งประธานาธิบดี
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่าน ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอิหร่านได้ประกาศวันออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งอยู่ในกรอบ 50 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการสูญเสียประธานาธิบดีอิหร่าน อาจนำมาสู่การแย่งชิงอำนาจและเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ คือ มาร์ยัม ราจาวี ประธานสภาแห่งชาติเพื่อการต่อต้านของอิหร่าน โดยเธอระบุว่า การเสียชีวิตของประธานาธิบดีไรซี ถือเป็นอันตรายครั้งใหญ่ต่อระบอบการปกครองของคาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน
สาเหตุที่มาร์ยัม ราจาวีให้ความเห็นเช่นนี้ เป็นเพราะประธานาธิบดีไรซีเป็นผู้ที่อยู่ในรายชื่อของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนต่อไปของอิหร่าน หากคาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน ซึ่งมีอายุมากถึง 85 ปี เสียชีวิตลง
การสูญเสียประธานาธิบดีไรซี ทำให้เกิดคำถามและช่องว่างทางการเมืองว่า ใครจะขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่มีอำนาจในการควบคุมทุกองค์กรของประเทศ
ล่าสุด นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า คนที่อาจเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนต่อไป คือ โมตจาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่หลังม่านการเมืองอิหร่านมาโดยตลอด และไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชนมากนัก