สัญญาณร้าวฉานเริ่มปรากฏภายในคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล หลังจากที่เบนนี แกนต์ซ หนึ่งในรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีสงครามประกาศยื่นคำขาดถอนตัวภายในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา หากยังไม่มีแผนการช่วยเหลือตัวประกันและการจัดการฉนวนกาซาหลังสงครามยุติที่ชัดเจน หลังจากเลยเส้นตายที่กำหนดไว้ ล่าสุด เบนนี แกนต์ซได้ออกมาประกาศลาออกแล้ว
การลาออกของเบนนี แกนต์ซไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเนทันยาฮู
แต่การสูญเสียนักการเมืองสายกลางท่ามกลางรัฐบาลฝ่ายขวา อาจส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่ชะงักงันมาเป็นเวลาหลายเดือนเกิดขึ้นยากกว่าเดิม
เบนนี แกนต์ซ รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล รัฐบาลแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อตัดสินใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสงครามหลังจากที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว ได้ออกมาแถลงประกาศลาออก
โดยระบุว่า เนื่องจากเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กำลังขัดขวางไม่ให้อิสราเอลมุ่งหน้าไปสู่ชัยชนะที่แท้จริงในสงครามในฉนวนกาซา เพราะประวิงเวลาไม่ยอมตัดสินใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การทำสงครามในฉนวนกาซาที่ชัดเจน
เบนนี แกนต์ซ ยังระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ซับซ้อนและยากลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีตัวประกันที่ยังไม่ได้กลับบ้าน และประชาชนอิสราเอลที่ยังไม่สามารถกลับไปอาศัยทางตอนเหนือของประเทศได้ เนื่องจากการยิงโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งมีฐานที่มั่นบริเวณชายแดนตอนใต้ของเลบานอน
เบนนี แกนต์ซคือใคร เพราะอะไรเขาจึงตัดสินใจลาออกจากคณะรัฐมนตรีสงคราม ก่อนกลุ่มฮามาสเปิดฉากบุกโจมตีอิสราเอลและสังหารพลเรือนร่วมกว่า 1,000 รายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว เบนนี แกนต์ซถือเป็นคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญของนายกฯ เนทันยาฮู
เบนนี แกนต์ซ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลระหว่างปี 2020-2022 ก่อนที่จะกลายมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านในฐานะผู้นำของพรรค National Unity พรรคอุดมการณ์ขวากลางในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2022 หลังจากที่พรรคลิคุด พรรคอนุรักษ์นิยมภายใต้การนำของนายกฯ เนทันยาฮูสามารถรวมเสียงจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ
โดยที่นายกฯ เนทันยาฮูต้องอาศัยเสียงจากพรรคฝ่ายขวาสุดโต่ง อย่างพรรคพลังยิวหรือ Jewish Power ของอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติคนปัจจุบันและพรรค Religious Zionism ของเบซาเอล สโมทริช ซึ่งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนี้เพื่อให้รัฐบาลสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้
หลังจากที่อิสราเอลประกาศทำสงครามบดขยี้กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เบนนี แกนต์ซและสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคของแกนต์ซตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจของนายกฯ เนทันยาฮู โดยแกนต์ซได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสมาชิก 3 คน ของคณะรัฐมนตรีสงครามที่มีสิทธิลงมติต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สงครามดำเนินมาเป็นเวลากว่า 8 เดือน รอยร้าวระหว่างเบนนี แกนต์ซและนายกฯ เนทันยาฮู เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ
จุดที่เป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างแกนต์ซและเนทันยาฮูมาตลอด คือยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม แนวทางการพาตัวประกันกลับบ้าน และแนวทางการจัดการฉนวนกาซาหลังสงครามสิ้นสุด
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมาหรือเมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว เบนนี แกนต์ซได้ออกมายื่นคำขาดว่า เขาจะลาออกจากคณะรัฐมนตรีสงคราม หากนายกฯ เนทันยาฮูยังไม่อนุมัติและไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การบรรลุ ‘เป้าหมายยุทธศาสตร์ 6 ประการ’ หรือ six strategic goals ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพาตัวประกันกลับบ้านและการจัดการฉนวนกาซาหลังสงครามภายในวันที่ 8 มิถุนายนหรือก็คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
การไม่ตัดสินใจของนายกฯ เนทันยาฮู จึงทำให้เบนนี แกนต์ซออกมาประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีสงครามเมื่อวานนี้ 9 มิ.ย. ซึ่งช้ากว่าที่เคยระบุไว้ 1 วัน
โดยสาเหตุที่แกนต์ซเลื่อนการประกาศลาออกจากกำหนดเดิมในวันที่ 8 มิถุนายน เนื่องจากมีข่าวว่ากองกำลังป้องกันอิสราเอลสามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาจากฉนวนกาซาได้สำเร็จ 4 รายในวันเดียวกันกับที่แกนต์ซขีดเส้นตายไว้
ภายหลังจากที่เบนนี แกนต์ซประกาศลาออกจากคณะรัฐมนตรีสงคราม นายกฯ เนทันยาฮูก็ได้ออกมาตอบโต้ผ่าน X โดยระบุว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่แกนต์ซควรจะต้องรวมพลังกับรัฐบาล มากกว่าที่จะละทิ้ง พร้อมระบุว่า รัฐบาลของเขาเปิดกว้างต่อพรรคการเมืองใดๆ ที่สนใจจะเข้าร่วมรัฐบาลแห่งชาติ
นี่จึงทำให้ขณะนี้คณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอลเหลือสมาชิกเพียงแค่สองคนเท่านั้น นั่นคือ นายกฯ เนทันยาฮู และโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสังกัดพรรคการเมืองเดียวกันกับนายกฯ เนทันยาฮู ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งสองไม่ได้ลงรอยหรือมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกประเด็น
คำถามคือ การตัดสินใจลาออกของเบนนี แกนต์ซ จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตรัฐบาลของนายกฯ เนทันยาฮูและสงครามในฉนวนกาซา
ลอรา บลูมเมนเฟลด์ นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ และอดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายของคณะเจรจาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้วิเคราะห์ถึงทิศทางของรัฐบาลอิสราเอลและทิศทางของสงครามหลังจากนี้ โดยมองว่าแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นมี 3 ประการได้แก่
ประการแรก รัฐบาลฝ่ายขวาของนายกฯ เนทันยาฮูจะเอียงขวามากขึ้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นักวิเคราะห์รายนี้และสื่อหลายสำนักวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นเพราะการลาออกของเบนนี แกนต์ซ เท่ากับว่ารัฐบาลผสมฝ่ายขวาของผู้นำอิสราเอลได้เสียนักการเมืองสายกลาง ที่มักจะช่วยคานอำนาจกับนักการเมืองฝ่ายขวาสุดโต่ง
แม้การลาออกจากรัฐบาลเฉพาะกิจของเบนนี แกนต์ซจะไม่ได้ส่งผลให้รัฐบาลของนายกฯ เนทันยาฮูล่ม เนื่องจากยังสามารถครองที่นั่งในรัฐสภาได้เกินครึ่ง นั่นคือ 64 ที่นั่งจากทั้งหมด 120 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม นี่ทำให้นายกฯ เนทันยาฮูต้องพึ่งพาพรรคฝ่ายขวาสุดโต่งในรัฐบาลผสมมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาอำนาจไม่ให้รัฐบาลล่ม อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีฝ่ายขวาสุดโต่งอย่าง อิตามาร์ เบน-กวีร์ ได้ออกมาขู่ถอนตัวออกจากรัฐบาล หากผู้นำอิสราเอลยอมรับข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่ได้ประกันการกวาดล้างกลุ่มฮามาสไว้ในข้อตกลง
เมื่อมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเอียงขวามากกว่าเดิม นี่จึงนำไปสู่ประการที่สองคือแนวทางในการทำสงครามเพื่อช่วยเหลือตัวประกันจากการจับกุมของกลุ่มฮามาสของนายกฯ เนทันยาฮูจะแข็งกร้าวขึ้น และแนวโน้มที่นายกฯ เนทันยาฮูจะให้ความสำคัญกับการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในฐานะวิธีหลักเพื่อช่วยเหลือตัวประกันอาจลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เพิ่งสามารถใช้วิธีทางการทหารช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้สำเร็จในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เนื่องจากที่ผ่านมา เบนนี แกนต์ซ คือกำลังสำคัญในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันภายในรัฐบาลมาตลอด
ส่วนประการที่สาม ผู้เชี่ยวชาญรายนี้มองว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างนายกฯ เนทันยาฮูและเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจตกต่ำลง ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต เนื่องจากแนวทางสายกลางแบบเบนนี แกนต์ซถือเป็นที่ยอมรับของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ ขณะที่ในระยะหลัง สหรัฐฯ เริ่มหันมากดดันเนทันยาฮูมากขึ้น
การประกาศลาออกของเบนนี แกนต์ซ เกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอลสามารถบุกเข้าช่วยเหลือตัวประกัน 4 คนออกมาจากพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซาได้สำเร็จเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตและบาดเจ็บรวมหลายร้อยคน ทำให้สหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้เกิดการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง
เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ ABCโดยระบุว่า ทางเดียวและเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้ตัวประกันได้รับการปล่อยตัว ขณะที่ยังสามารถรักษาชีวิตชาวปาเลสไตน์และนำไปสู่การยุติสงครามได้ คือการที่กลุ่มฮามาสรับข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันฉบับล่าสุดที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนออกมาประกาศ
ล่าสุดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชาติตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันระหว่างอิสราเอลและฮามาสร่วมกับกาตาร์และอียิปต์ยังคงเดินหน้าเร่งให้ข้อตกลงดังกล่าวบรรลุออกมาให้ได้
โดยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงกรุงไคโร ประเทศอียิปต์แล้วและมีกำหนดหารือร่วมกับประธานาธิบดีอียิปต์ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังอิสราเอลเพื่อหารือกับนายกฯ เนทันยาฮูและรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังมีกำหนดเยือนกาตาร์และจอร์แดนในการเยือนตะวันออกกลางครั้งนี้ด้วย