ผู้บัญชาการทหารบกโบเลิเวียนำกำลังทหารพร้อมด้วยรถหุ้มเกราะเข้าควบคุมจตุรัส "มูริลโล" ในกรุงลา ปาซ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดี คาดว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดี ลุยซ์ อาร์เซ โดยทหารบางส่วนได้พังประตูบุกเข้าไปภายในตัวอาคาร และปะทะกับประชาชนที่ออกมาชุมนถคัดค้านการยึดอำนาจ
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าความพยายามดังกล่าวล้มเหลว และทหารโบลิเวียได้ถอนกำลังออกจากทำเนียบประธานาธิบดีแล้ว
ส่วนผู้ที่เป็นแกนนำในความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้คือ พลเอกฮวน โฮเซ ซูนิกา ผู้บัญชาการกองทัพบก ที่ยืนยันจนถึงเวลานีัว่า ตนเองยังคงให้การยอมรับในอำนาจของประธานาธิบดี ลุยซ์ อาร์เซ แต่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีเป็นชุดใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ พลเอกซูนิกายังประกาศว่าจะต้องปล่อยนักโทษการเมือง รวมถึงอดีตประธานาธิบดีหญิง จีนีน อาเนซ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี ในความผิดฐานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจจากอดีตประธานาธิบดี อีโว โมราเรส เมื่อปี 2019
ขณะที่ประธานาธิบดีอาร์เซได้เรียกร้องประชาชนรวมตัวกันปกป้องประชาธิปไตย พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่ โดย พลเอกโฮเซ วิลสัน ซานเชซ ผู้บัญชาการทหารบกที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งได้ออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดกลับเข้ากรมกองของตนเองทันที
โดยขณะนี้มีรายงานว่าทหารได้เริ่มถอนกำลังออกจากทำเนียบประธานาธิบดีแล้ว ส่วนพลเอกซูนิกาอาจต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาจากอัยการโบลิเวีย โดยล่าสุดเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวแล้ว
สำหรับความพยายามรัฐประหารในโบลิเวียเริ่มมีสัญญาปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. พลเอกซูนิกาประกาศว่าจะจับตัวอดีตประธานาธิบดีโมราเลส หากลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำในปีหน้า ขณะที่ก่อนหน้านี้เกิดกระแสข่าวลือว่า พลเอกซูนิกากำลังจะถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประชาชนชาวโบลิเวียได้รวมตัวประท้วงหลายครั้ง เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ขณะที่พรรคขบวนการเพื่อสังคมนิยม หรือ MAS ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กำลังเกิดความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีอาร์เซกับอดีตประธานาธิบดีโมราเลส ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน
มติก.ตร. 12 ต่อ 0 ให้ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการไว้ก่อน ถูกต้องแล้ว