เมื่อวันที่ 3 ส.ค. กองทัพยูเครนแถลงว่า ได้จมเรือดำน้ำของรัสเซียที่จอดอยู่บริเวณท่าเรือในภูมิภาคไครเมียไป 1 ลำ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับรัสเซีย
กองทัพยูเครนระบุว่า เรือดำน้ำรอสตอฟ-ออน-ดอน (Rostov-on-Don) ถูกยิงที่ท่าเรือเซวาสโทโพลเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา
เรือดำน้ำรอสตอฟ-ออน-ดอนเข้าประจำการในปี 2014 เป็นเรือดำน้ำชั้น Kilo II ยาว 73.8 เมตร มีลูกเรือ 52 คน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลไฟฟ้าลำนี้ และสามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนคาลิเบอร์ (Kalibr) ได้
ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว
กองทัพยูเครนแถลงว่า “เรือจมลงตรงจุดเกิดเหตุ” โดยไม่ได้ให้หลักฐานเพิ่มเติม และบอกว่า การที่เรือรอสตอฟ-ออน-ดอนถูกยิง “เป็นข้อพิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับกองเรือรัสเซียในน่านน้ำอาณาเขตของยูเครนในทะเลดำ”
ด้านกระทรวงกลาโหมยูเครนกล่าวชื่นชมการโจมตีครั้งนี้ โดยระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เรือดำน้ำของรัสเซียจมลงสู่ก้นทะเลดำหลังจากถูกโจมตีที่ท่าเรือเซวาสโทโพล จากการโจมตีดังกล่าว เรือดำน้ำจึงจมลง ทำได้ดีมาก”
รัสเซียยึดครองไครเมียมาตั้งแต่ปี 2014 และตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุขึ้นในปี 2022 ไครเมียก็ถูกกองกำลังยูเครนโจมตีเป็นระยะ ๆ
เซดริก เลห์ตัน นักวิเคราะห์ด้านการทหาร กล่าวว่า การกำจัดทรัพยากรของรัสเซียที่ติดตั้งขีปนาวุธคาลิเบอร์ได้ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ทางการทหารของยูเครน เนื่องจากรัสเซียใช้คาลิเบอร์และขีปนาวุธประเภทเดียวกันในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน เช่น โรงไฟฟ้า
เลห์ตันกล่าวว่า ไการโจมตีเรือดำน้ำลำนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก”
ที่ผ่านมา ยูเครนเคยโจมตีเรือดำน้ำรอสตอฟ-ออน-ดอนมาแล้ว โดยเคยได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของยูเครนในเดือน ก.ย. 2023 แต่เสนาธิการทหารบกของยูเครนกล่าวว่า เรือรอสตอฟ-ออน-ดอนได้รับการซ่อมแซมและเพิ่งทดสอบในน่านน้ำของท่าเรือเซวาสโทโพล
กองกำลังของยูเครนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการโจมตีกองเรือทะเลดำของรัสเซียด้วยการใช้ขีปนาวุธหรือการโจมตีด้วยโดรนทางทะเล
ปัจจุบัน เชื่อว่า เรือรบของรัสเซียมากกว่า 20 ลำได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของกองเรือทั้งหมด แม้ว่ายูเครนจะไม่มีกองทัพเรือเป็นของตนเองเลยก็ตาม
เรียบเรียงจาก CNN