เมื่อวานนี้ ศูนย์เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคยุโรป หรืออีซีดีซี (ECDC) ได้ยกระดับการประเมินระดับความเสี่ยงโรคเอ็มพ็อกซ์ (Mpox) หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ “ฝีดาษลิง” จากระดับต่ำเป็นระดับปานกลาง โดยการตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากสวีเดนรายงานพบผู้ติดเชื้อเอ็มพ็อกซ์สายพันธุ์ เคลดวันบี (clade 1B) รายแรกนอกทวีปแอฟริกา
โดย พาเมลา เรนดี-วากเนอร์ ผู้อำนวยการ ECDC ระบุว่า “เนื่องจากยุโรปและแอฟริกามีการเชื่อมต่อกันมาก เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือเคสนำเข้าสายพันธุ์ clade 1B ที่เพิ่มขึ้น”
โดย ECDC ได้แนะนำให้ผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดในแอฟริกา ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเอ็มพ็อกซ์ รวมถึงแนะนำหน่วยงานด้านสาธารณสุขให้วางแผนและเตรียมพร้อมการตรวจคัดกรองเคสที่อาจมาถึงยุโรปมากขึ้นให้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน ECDC ระบุว่าทวีปอื่นๆ ก็สามารถพบผู้ติดเชื้อเอ็มพ็อกซ์สายพันธุ์นี้ได้เช่นกัน แต่ความเสี่ยงที่จะระบาดไปทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโรคเอ็มพ็อกซ์เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ส.ค.)
ทั้งนี้นอกจากสวีเดนแล้ว ปากีสถานก็เป็นอีกประเทศที่รายงานพบผู้ป่วยเอ็มพ็อกซ์ 3 รายแรกในประเทศเช่นกัน โดยเป็นผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นสายพันธุ์ใด ทั้งนี้ ปากีสถานได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศที่สนามบินนานาชาติในเมืองการาจี ที่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่นเดียวกับจีนที่ประกาศว่าจะเริ่มตรวจคัดกรองโรคเอ็มพ็อกซ์กับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ
การระบาดของโรคเอ็มพ็อกซ์ครั้งนี้เริ่มมาจาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 450 คน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนจะระบาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลังจากนั้นโรคเอ็มพ็อกซ์สามารถติดต่อสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสทางผิวหนังและการพูดคุยหรือการหายใจใกล้กับผู้อื่น โดยผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีแผลที่ผิวหนังและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตที่ 4 ใน 100
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโรคเอ็มพ็อกซ์ครั้งก่อนเกิดขึ้นในปี 2022 โดยครั้งนั้นเป็นสายพันธุ์เคลดมู (clade 2) ซึ่งรุนแรงน้อยกว่า