วานนี้ ( 20 ส.ค.) กองทัพอากาศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบของเกาหลีใต้ และสหรัฐฯ มากกว่า 200 ลำมีกำหนดการบินฝึกซ้อมตลอดระยะเวลา 5 วันในสัปดาห์นี้ โดยนี่ถือเป็นการนำเครื่องบินรบจำนวนมากที่สุดเข้าร่วมการฝึกซ้อม
ทั้งนี้ในภารกิจนี้เครื่องบินบินลาดตระเวนป้องกันภัยจะถูกปรับเปลี่ยนไปฝึกซ้อมไปขัดขวางเครื่องบินศัตรู และป้องกันขีปนาวุธร่อน ส่วนเครื่องบินรบสองลำของสหรัฐฯ ซึ่งประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ก็จะเข้าร่วมภารกิจด้วยเช่นกัน
การฝึกซ้อมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมประจำปี อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์ (Ulchi Freedom Shield: UFS) ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 สิงหาคม และการฝึกซ้อมดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความพร้อมระหว่างกองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ในการรับมือกัยภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
ประวัติ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่เกาหลีเหนือออกมาประณามการซ้อมรบดังกล่าวว่ากระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี และเรียกการฝึกซ้อมดังกล่าวว่าเป็นการซ้อมรบนิวเคลียร์
ทั้งนี้เกาหลีเหนือกำลังพยายามปรับปรุงกองทัพอากาศของตนเองให้ทันสมัย แต่เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทำให้ส่วนใหญ่มีเพียงเครื่องบินรบเก่าที่มีอายุมากและล้าสมัย รวมถึงเครื่องบินรบ MIG รุ่นเก่าของสภาพโซเวียตที่เปิดตัวมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950
อย่างไรก็ตามเกาหลีเหนือได้เพิ่มขีดความสามารถในการทำสงครามทางยุทธวิถี โดยใช้ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และปืนใหญ่ เพื่อรับมือกับการโจมตีเกาหลีใต้ด้วย หลังจากโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และอาวุธนิวเคลียร์ได้รับการพัฒนาและก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ส่วนบริเวณช่องแคปไต้หวัน มีรายงานว่า กองทัพไต้หวันได้แสดงแสนยานุภาพทางทหาร โดยการโชว์ยิงทดสอบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ ต่อหน้าผู้สื่อข่าวในสถานที่ทดสอบที่มีความละเอียดอ่อนในพื้นที่อันห่างไกลของชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน
โดยกองทัพไต้หวันได้ทำการยิงขีปนาวุธแพทริออต (Patriot) ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ และขีปนาวุธสกายโบว์ 3 (Sky Bow III) ที่ผลิตโดยไต้หวันขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะที่เรือรบนอกชายฝั่งก็ยิงขีปนาวุธอาร์ไอเอ็ม-66 สแตนดาร์ด (RIM-66 Standard) ด้วยเช่นกัน
ฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า การยิงทดสอบขีปนาวุธเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น และโดยรวมแล้วถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวของไต้หวันมีขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากจีน หลังจากไต้หวันยังพบว่าจีนยังคงสร้างแรงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่องด้วยการยกระดับกิจกรรมทางทหารเพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่รอบเกาะไต้หวัน