นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของ วลาดิเมียร์ ปูติน มายาวนานกว่า 20 ปี เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า ชาติตะวันตกหาเรื่องใส่ตัว และกำลังทำให้สงครามยูเครนลุกลามบานปลาย จากการพิจารณาคำขอของยูเครน ที่ต้องการให้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการใช้อาวุธที่ชาติตะวันตกจัดหาให้
ลาฟรอฟ เตือนว่า รัสเซียกำลังปรับหลักการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และยังขู่ว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก ที่ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์จะลองเล่นกับไฟ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังยูเครนเปิดปฏิบัติการบุกโจมตีภูมิภาคเคิร์สก์ ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ซึ่งจนถึงเวลานี้ ทหารยูเครนสามารถยยึดพื้นที่ได้แล้ว 1,294 ตารางกิโลเมตร ควบคุมเขตชุมชนต่างๆ ได้ประมาณ 100 แห่ง และจับทหารรัสเซียเป็นเชลยได้ 594 นาย ซึ่งประธานาธิบดีปูติน รับปากว่าจะโต้กลับอย่างสาสม
นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022 ปูตินเคยออกมาเตือนหลายครั้งถึงความเสี่ยงที่สงครามจะขยายวงไปถึงบรรดาชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ แม้ว่าตัวเขาเองจะเน้นย้ำว่า ไม่ได้ต้องการจะขัดแย้งกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตก็ตาม
ทั้งนี้ หลักการใช้นิวเคลียร์ปี 2020 ของรัสเซีย กำหนดเอาไว้ว่าประธานาธิบดีของประเทศจะพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์เมื่อเป็นการตอบโต้การใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธทำลายล้างอื่นๆ หรืออาวุธตามแบบแผนทั่วไป ในสถานการณ์ที่ความอยู่รอดของรัสเซียอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม
ส่วนความเคลื่อนไหวในฝั่งยูเครน มีรายงานว่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เตรียมนำเสนอแผนยุติสงครามกับรัสเซียให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ พิจารณาในเดือนหน้า โดยจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มอำนาจต่อรองของยูเครนผ่าน 4 ขั้นตอน ที่รวมถึงปฏิบัติการรุกข้ามพรมแดนในภูมิภาคเคิร์สก์
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ที่เพิ่งเดินทางเยือนยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับปูตินเมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) โดยมีการเรียกร้องให้เกิดการเจรจาสันติภาพ เพื่อดับไฟสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน