กองกำลังป้องอิสราเอล (IDF) เผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 15 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น มีขีปนาวุธซึ่งถูกยิงมาจากเยเมน พุ่งเข้ามาถึงพื้นที่ตอนกลางของอิสราเอล ซึ่งถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่ขีปนาวุธจะทะลุเข้ามาในดินแดนของอิสราเอลได้ไกลขนาดนี้นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้น
ขีปนาวุธดังกล่าวพุ่งเข้าไปในดินแดนของอิสราเอลและตกลงในพื้นที่เปิดโล่งในอิสราเอลตอนกลาง โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
กองกำลังป้องกันอิสราเอลระบุว่า เสียงระเบิดที่ได้ยินในบริเวณดังกล่าวมาจากการสกัดกั้นของกองทัพอิสราเอล โดยเสริมว่า กองทัพกำลังตรวจสอบผลการสกัดกั้นอยู่
วิดีโอและรูปภาพที่หน่วยงานดับเพลิงและกู้ภัยอิสราเอลแชร์บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นไปในอากาศเหนือทุ่งโล่ง และเศษกระจกแตกกระจายภายในสถานีรถไฟในเมืองโมดีอิน (Modi’in) ซึ่งเป็นเมืองระหว่างเทลอาวีฟและเยรูซาเล็ม
ตำรวจอิสราเอลกล่าวว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับหน่วยเก็บกู้ระเบิดในพื้นที่ชเฟลา (Shfela) ซึ่งเป็นจุดที่เศษขีปนาวุธตกลงมา
กองทัพอิสราเอลเผยว่า เสียงไซเรนดังขึ้นทั่วบริเวณตอนกลางและตอนเหนือของอิสราเอล และโฆษกของสนามบินเทลอาวีฟยังเปิดสัญญาณไซเรนที่สนามบินด้วย ทำให้ผู้โดยสารพากันวิ่งหนีเพื่อหาที่หลบภัย
นับตั้งแต่สงครามอิสราเอลเริ่มต้นขึ้น กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งควบคุมพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของเยเมน ได้โจมตีอิสราเอลด้วยโดรนและขีปนาวุธเป็นประจำ โดยโดรนและขีปนาวุธเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นโดยระบบป้องกันของอิสราเอลหรือพันธมิตร กลุ่มฮูตียังได้โจมตีเรือสินค้าต่าง ๆ ในทะเลแดงด้วย
เรียบเรียงจาก CNN