ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น เกิดการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงสองครั้ง ครั้งล่าสุดที่เวสต์ปาล์มบีช ฟลอริดา ด้านประชาชนเองไม่หวั่นกลัวความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่เกิดเป็นแรงขับให้พวกเขาต้องการจะไปใช้สิทธิ์เพื่อเลือกอนาคตของสหรัฐฯ ขณะที่ผลสำรวจจากนิวยอร์กไทม์ส พบว่า ทรัมป์มีคะแนนนำในรัฐสวิงสเตท เนื่องด้วยความเชื่อมั่นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
จากกรณีหน่วยอารักขาประธานาธิบดี หรือ Secret Service เข้าจับกุมตัว ไรอัน เวสลีย์ รูธ ผู้ต้องหาวัย 58 ปี ชาวฮาวาย ที่พยายามลอบสังหารอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะออกรอบกอล์ฟ ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว ที่สนามกอล์ฟ เวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา หลังไรอันซ่อนตัวพร้อมกับปืนไรเฟิล AK-47 พร้อมกล้องและสัมภาระอยู่กว่า 12 ชั่วโมง ในระยะห่างกว่า 270-500 เมตร เหตุการณ์ครั้งนี้ ทีมอารักขาอดีตประธานาธิบดีพบลำกล้องปืนมุ่งเป้ามาที่ทรัมป์
โปรแกรมแข่งวอลเลย์บอลสโมสรหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2024 รอบก่อนรองชนะเลิศ
เคราะห์ดีเจ้าหน้าที่ลั่นไกเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ ทำให้ไรอันขับรถหลบหนี ก่อนจะถูกจับกุมได้บนทางหลวง I-95 ไรอันถูกตั้งข้อหาการพกพาและซุกซ่อนอาวุธ, ต่อต้านการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ขับรถทั้งที่ถูกยกเลิกใบอนุญาตขับขี่, ครอบครองทรัพย์สินที่ถูกขโมยมา และข้อหาชนแล้วหนี
หากมองย้อนไปในสื่อโซเชียลมีเดียบัญชีของไรอัน พบการแสดงออกความเห็นทางการเมือง โดยไรอันเคยสมัครเข้าร่วมรบกับยูเครนในสงครามต่อสู้กับรัสเซีย แต่ขาดประสบการณ์จึงไม่ได้ร้บคัดเลือก ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 เขาลงคะแนนเสียงเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ แต่เปิดเผยภายหลังว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด รวมถึงได้หันมาสนับสนุนเดโมแครต แต่ไม่ได้สนับสนุนประธานาธิบดี โจ ไบเดน
จากการสอบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่ารูธมีการจดบันทึกเส้นทางการปรากฏตัวของทรัมป์มากว่า 3 เดือน และคาดการณ์ไว้ว่าอาจจะลงมือไม่สำเร็จ พร้อมทิ้งข้อความในจดหมายว่าจะให้ค่าจ้าง 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5 ล้านบาท หากมีใครสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ ข้อความนี้รูธเขียนไว้ในกระดาษโน้ตที่ใส่ไว้ในกล่องที่ทิ้งไว้ที่บ้านของเพื่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่พบหลังจากเขาถูกจับกุม
นี่เป็นครั้งที่ 2 ภายใน 2 เดือน หลังการลอบสังหารทรัมป์เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ขณะที่ทรัมป์ขึ้นเวทีปราศรัย จนได้รับบาดเจ็บที่หลังใบหู โดยครั้งนั้น โทมัส ครูกส์ วัย 20 ปี ถูกทีมอารักขาสังหารเสียชีวิตทันทีหลังลั่นไกใส่ทรัมป์
เหลือเพียงอีกแค่ 8 สัปดาห์ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ระดับความร้อนแรงของการเลือกตั้งเดือด พร้อมคำถามกับการยกระดับการอารักขาโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นทั้งอดีตประธานาธิบดี และเป็นแคนดิเดตประธานาธิบดีในครั้งนี้อีกด้วย
โดยทรัมป์ได้ถือเอาเหตุการณ์นี้โจมตีพรรคเดโมแครต โดยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News Digital ว่า “วาทกรรมของพวกเขาทำให้ผมโดนยิง ทั้งที่ผมเป็นคนที่จะกอบกู้ประเทศ”
นอกจากตัวแคนดิเดตประธานาธิบดีที่ลงสมัครชิงเก้าอี้แล้ว การข่มขู่ทีมหาเสียง หรือทีมจัดตั้งหน่วยการเลือกตั้งในรัฐต่างๆ อีก 8 รัฐ ก็ยังได้รับคำขู่ผ่านไปรษณีย์อีกด้วย
ทีมข่าวพีพีทีวีได้ลงพื้นที่ถามกลุ่มคนรุ่นใหม่ในรัฐแมรีแลนด์ เกี่ยวกับอุณภูมิความร้อนแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า วิล วิลเลียม คาร์ วัย 26 ปี กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงลอบสังหารแคนดิเดต ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกับใครก็ตาม ส่วนตัวเขายังพร้อมจะไปใช้สิทธิ์ เพื่อสะท้อนเสียงของตนเอง และไม่กลัวคำขู่ในการก่อเหตุใด ๆ
คาร์บอกว่า “ผมไม่คิดว่าการลอบสังหารแคนดิเดต มันจะยุติธรรมในระบบประชาธิปไตย ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพรรครีพับลิกัน แต่ก็ไม่คิดอยากลงมือลอบสังหารแบบนั้น”
เขายังบอกด้วยว่า จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างแน่นอน และไม่กลัวที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
ด้านผลสำรวจใหม่จาก The New York Times และ Siena College เมื่อวันที่ 17 - 21 ก.ย. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันจะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกว่า 87%
แม้ว่า กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี และผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำอยู่ที่ 50% ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ 47% ห่างเพียงแค่ 3 % เท่านั้น แต่หากเจาะลงไปตามแต่ละรัฐ พบว่าคะแนนในรัฐจอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา และแอริโซนาของทรัมป์กำลังมีคะแนนนำขึ้นมา ซึ่งหากรวมทั้งหมดทั่วสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะสามารถเอาชนะได้ในศึกชิงเก้าอี้ครั้งนี้
ที่รัฐแอริโซนา ทรัมป์นำแฮร์ริสอยู่ที่ 50% ต่อ 45% ผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มประชากรชาวละตินอเมริกัน เริ่มเปลี่ยนใจจากแฮร์ริส ส่วนที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา ทรัมป์นำที่ 49% ขณะที่แฮร์ริสอยู่ที่ 47% โดยพรรครีพับลิกันอาจจะได้รับผลกระทบจากข่าวฉาวของ มาร์ก โรบินสัน ผู้ว่าการรัฐฯ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจาร
ทางฝั่งรัฐจอร์เจีย ที่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เดโมแครตเอาชนะทรัมป์ไปได้ด้วยคะแนนเพียงแค่ 1 หมื่นกว่าคะแนน ตอนนี้พบว่าทรัมป์มีคะแนนนำอยู่ที่ 49% ต่อ 45% ซึ่งผลการสำรวจยังมีชาวอเมริกันผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอีกกว่า 15% ยังมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปเลือกทรัมป์ เนื่องจากการหาเสียงที่ชี้เป้าว่า การบริหารประเทศของเดโมแครตในตอนนี้กำลังเดินไปผิดทางและมืดมน
ล่าสุด ทรัมป์ ประกาศว่า เขาจะไม่ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2028 หากพ่ายให้กับ กมลา แฮร์ริส ในศึกครั้งนี้ ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Sinclair Broadcast Group
ทางพรรคเดโมแครตเองได้ ทำแคมเปญโจมตีทรัมป์ ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ ประกาศละทิ้งเส้นทางทางการเมือง โดยเขาได้เคยประกาศทิ้งเส้นทางการเมืองมาแล้วเมื่อปี 2020 ว่า “ถ้าหากแพ้ โจ ไบเดน จะไม่กลับเข้าเส้นทางทางการเมืองอีก” แต่ทรัมป์ กลับลงชิงตำแหน่งอีกครั้งในปีนี้ โดยอ้างกับสาธารณชนว่า เขาถูกขโมยชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2020