การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะเวียนมาถึงอีกครั้ง เรามาทบทวนขั้นตอนการเลือกตั้งผู้นำชาติมหาอำนาจแห่งนี้กัน โดยกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีแต่ละครั้งรวม ๆ แล้วจะใช้เวลานานเกือบ 2 ปี
ขั้นที่ 0: เตรียมการส่งผู้สมัคร
เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ของปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้สมัครจะต้องลงทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้งของรัฐบาลกลางเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และตัวผู้สมัครต้องประกาศเจตนาที่จะลงสมัคร
จากนั้นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะจากสองพรรคการเมืองใหญ่คือ พรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน จะเริ่มกิจกรรมรณรงค์หาเสียง โดยจะตั้งคณะทำงานและเริ่มออกเดินทางปราศรัยทั่วประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและระดมทุน
แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ 2568
ขั้นที่ 1: การประชุมขั้นต้นและการประชุมคอคัส
คนจำนวนไม่น้อยอยากเป็นประธานาธิบดี และแต่ละคนก็มีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการทำงานของรัฐบาลที่แตกต่างกัน กลุ่มคนที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันจะสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน เป็นที่มาของการเลือกตั้งขั้นต้นและการประชุมคอคัส ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากแต่ละพรรคจะเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคของตน
จากนั้นในเดือน ม.ค. ถึงเดือน มิ.ย. ของปีการเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองจะจัดการประชุมขั้นต้นและการประชุมคอคัสในทั้ง 50 รัฐเพื่อหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีภายในพรรคของตัวเอง
โดยในการประชุมคอคัส สมาชิกพรรคจะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ดีที่สุดจากการอภิปรายและออกคะแนนเสียงหลายครั้ง แล้วในการเลือกตั้งขั้นต้นจะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ดีที่สุดเพื่อเป็นตัวแทนพรรคในการไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
รัฐที่ได้รับความสนใจมากของการประชุมคอคัสและการเลือกตั้งขั้นต้นคือ ไอโอวา นิวแฮมป์เชียร์ เนวาดาและเซาท์แคโรไลนา เพราะผลการเลือกตัวแทนของรัฐเหล่านี้มักจะชี้ได้ว่าใครจะได้รับเสนอชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ขั้นที่ 2 การประชุมใหญ่พรรคการเมือง
เดือน ก.ค. ถึงต้นเดือน ก.ย. ของปีเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะจัดการประชุมใหญ่เสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงหนึ่งเดียว
โดยตัวแทนระดับรัฐจากการประชุมขั้นต้นและการประชุมคอคัสที่ได้รับเลือกจากประชาชนจะให้การ “รับรอง” ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีที่พวกเขาชื่นชอบ
และเมื่อการประชุมใหญ่สิ้นสุดลง พรรคการเมืองก็จะออกประกาศอย่างเป็นทางการว่า พรรคได้เสนอชื่อบุคคลใดเป็นตัวแทนของพรรคลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และระหว่างการประชุมนั้น ตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะเลือกคู่หูชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
เมื่อได้แคนดิเดตของพรรค ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ผู้สมัครจะเดินสายหาเสียงและเข้าร่วมการดีเบตเลือกตั้ง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายหรือแผนการทำงานของพวกเขา โดยการดีเบตบางเวทีอาจมีการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์หรือออนไลน์ให้ประชาชนได้รับชมด้วย
ขั้นที่ 3: การเลือกตั้งทั่วไป
วันอังคารแรกหลังจากวันจันทร์แรกของเดือน พ.ย. คือวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งประชาชนทุกรัฐทั่วประเทศ จะออกมาลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเพียงเสียงเดียว
เมื่อคนอเมริกันไปคูหาเลือกตั้ง พวกเขาจะกาเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนที่ตนชื่นชอบ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังลงคะแนนเสียงให้บุคคลกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “ผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี”
หากผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใดได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในรัฐ (ยกเว้นรัฐเมนและเนแบรสกา) ผู้สมัครคนนั้นจะได้คะแนนผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ทั้งหมดของรัฐนั้นๆ
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้งมากที่สุดจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
ขั้นที่ 4: คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี
คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นกระบวนการที่ “ผู้เลือกตั้ง” หรือตัวแทนจากแต่ละรัฐซึ่งจะมีจำนวนเป็นสัดส่วนกับจำนวนประชากรของรัฐลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.
จากนั้น ต้นเดือนมกราคมของปีปฏิทินถัดไป รัฐสภาจะนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยแต่ละรัฐมีจำนวนผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีเท่ากับจำนวนตัวแทนของรัฐในสภาคองเกรส
ผู้เลือกตั้งทั้งหมดมีจำนวน 538 คน ซึ่งได้รับเลือกตามนโยบายของแต่ละรัฐ ผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีแต่ละคนจะลงคะแนนเสียง 1 เสียงหลังการเลือกตั้งทั่วไป และผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง (270 เสียง) จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
และขั้นตอนสุดท้าย ในวันที่ 20 ม.ค. ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
เรียบเรียงจาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกา