หนึ่งในประเด็นที่ กมลา แฮร์ริส ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต นำมาใช้โจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน คือจำนวนผู้คนมาเข้าร่วมงานปราศรัยหาเสียงของเขาน้อยลง และหลายคนมักลุกออกไปก่อนที่งานจะจบ
ในการดีเบตระหว่างทั้งสองคนเมื่อเดือน ก.ย. แฮร์ริสกล่าวว่า “ฉันจะเชิญคุณไปร่วมการหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่จะได้ดู คุณจะเห็นว่าเขาพูดถึงตัวละครในนิยายอย่าง ฮันนิบาล เล็กเตอร์ ระหว่างการปราศรัย เขาจะพูดถึงกังหันลมที่ทำให้เกิดมะเร็ง”
เธอเสริมว่า “และสิ่งที่คุณจะสังเกตเห็นก็คือ ผู้คนเริ่มออกจากงานหาเสียงของเขาก่อนเวลาเพราะความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่าย”
นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า คำกล่าวอ้างของแฮร์ริสเป็นเรื่องจริงแท้แค่ไหน?
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ทรัมป์จัดงานหาเสียงขึ้นที่เมืองแมริเอตตา รัฐจอร์เจีย หนึ่งในรัฐสวิงสเตทที่สำคัญ โดยช่วงก่อนงานเริ่ม 1 ชั่วโมง พบว่ามีคนเข้าแถวยาวเกือบ 400 เมตรเพื่อเข้าร่วมงาน
LINE เตรียมยุติใช้งานเวอร์ชัน 12.18.0 บน iOS - Android พ.ย.นี้
งานหาเสียงดังกล่าวจัดขึ้นในห้องโถงซึ่งมีที่นั่งประมาณ 2,700 ที่นั่ง โดยผู้สนับสนุนคนแรกของทรัมป์มาถึงในเวลาประมาณ 13.00 น. ขณะที่งานเริ่มขึ้นในเวลา 19.30 น.
สื่อต่างประเทศพบว่า ทรัมป์มาถึงงานสายไป 1 ชั่วโมงครึ่ง และหาเสียงจบในเวลา 22.14 น. แต่ก่อนที่ทรัมป์จะพูดจบ พบว่ามีผู้ร่วมงานประมาณ 3 ใน 10 คนที่เดินออกไปก่อนแล้ว
โดยหลังจากทรัมป์เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ได้ 7 นาที ขณะที่เขาอ่านคำร้องเรียนต่าง ๆ เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โรงเรียน คุณภาพของรถยนต์ เมือง การอพยพ และแนวโน้มของสงครามโลกครั้งที่ 3 มีคนจำนวนมากเดินออกจากการชุมนุมไปแล้ว
และเมื่อเวลาผ่านไป 20 นาที ขณะที่ทรัมป์กำลังบรรยายเรื่อง “ฆาตกร” ที่อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นภัยคุกคามต่ออเมริกามากกว่าภาวะเงินเฟ้อ ไรอัน เทย์เลอร์ ผู้จัดรายการพอดแคสต์ก็ลุกขึ้นกลับไปที่รถของเธอ
เธอเล่าว่า “บ้านฉันอยู่ห่างออกไป 1 ชั่วโมง และลูกชายวัย 15 ปีของฉันกำลังรออยู่ในรถ เขาไม่อยากเข้ามาในงาน เขาเป็นวัยรุ่น”
ด้าน เฮลีย์ ลัมมัส จากเมืองแจสเปอร์ รัฐจอร์เจีย ออกจากงานไปตอน 21.22 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ทรัมป์กำลังบรรยายว่าแฮร์ริสเป็น “ราชินีแห่งการเก็บภาษี”
เธอเล่าว่า “เราต้องรอสักพัก เหมือนรอให้เขาขึ้นเวที ทุกคนต่างก็โบกมือ และมีคนจำนวนมากที่ตื่นเต้นที่จะเห็นเขาปรบมือเชียร์” เมื่อถามว่าทำไมเธอถึงออกจากงานเร็วนัก เธอตอบว่า “ฉันไปทำงานมาและฉันเหนื่อยแล้ว”
มีการประเมินว่า ณ เวลานั้นมีคนออกจากงานไปแล้วประมาณ 50 คน
กลุ่มชายหนุ่ม 5 คนที่สวมหมวกสีแดงใหม่เอี่ยมที่มีข้อความ “Make America Great Again” เดินออกจากห้องประชุมก่อนเวลา 21.30 น. เล็กน้อย เป็นช่วงที่ทรัมป์กำลังอ้างว่าสงครามในยูเครนและกาซาจะไม่เกิดขึ้นหากเขาเป็นประธานาธิบดี
หนึ่งในนั้นบอกว่า “พวกเราเป็นคนเดนมาร์ก และเราไม่สนใจการเมืองของอเมริกาเลย แต่เราอยากสัมผัสการเมืองของอเมริกาด้วยตัวเอง” โดยที่พักของเขาและเพื่อนอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 นาทีเท่านั้น และได้ยินว่าทรัมป์จะมาจึงลองมาฟังการหาเสียงดู
จากนั้นมีอีกประมาณ 50 คนที่ออกจากงานในอีก 10 นาทีต่อมา แต่มี 4 คนถูกไล่ออก
ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยตัวตนกล่าวว่า “พวกเราบางคนเดินเข้าไปพร้อมธงและตะโกนว่า ‘ปลดปล่อยปาเลสไตน์’ ธงถูกแย่งไป เราโดนโห่ไล่ พวกเราโดนเตะ แต่ผมยังคงสนับสนุนทรัมป์อยู่”
เวลา 9.50 น. ขณะที่ทรัมป์กำลังพูดถึงผู้อพยพกำลังขโมยงานของชาวอเมริกัน ผู้คนจำนวนมากก็ทยอยออกมาที่ทางออก ส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขาต้องทำงานในวันรุ่งขึ้น หรือต้องกลับไปเลี้ยงลูก
เมืองแมริเอตตาเป็นเมืองในเขตมหานครแอตแลนตา ในขณะที่ฐานเสียงของทรัมป์มักอาศัยอยู่ในชุมชนชนบทที่อยู่ห่างไกลออกไป
ซีซัน พูล ซึ่งเคยเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ดีเซลของกองทัพ อาศัยอยู่ในโซเชียลเซอร์เคิล รัฐจอร์เจีย นี่เป็นการมาฟังหาเสียงครั้งที่ 2 ของเธอ
เธอบอกว่า ขณะที่ทรัมป์อธิบายถึง “สมาชิกแก๊งคนต่างด้าวและอาชญากรผู้อพยพจากคุก” เธอก็เริ่มนึกถึงการเรียนหนังสือในวันรุ่งขึ้นและการต้องขับรถหนึ่งชั่วโมงกลับบ้าน
ในเวลานั้น มีผู้คนอย่างน้อย 500 คนที่ออกจากงานไปแล้ว
โวนี มิลเลอร์ เป็นอีกหนึ่งคนที่ลุกออกมา แต่เธอบอกว่า จะนั่งอยู่ต่อหากเธอทำได้ “เขาทำให้ฉันร้องไห้ ฉันร้องไห้ตอนที่เขาพูดถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลง คุณรู้ไหม การปิดพรมแดน การสร้างความเปลี่ยนแปลง หากกมลาชนะ เราคงแย่แน่ เพราะเธอไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เลย มันทำให้ฉันร้องไห้เพราะเขาต้องเสียสละหลายอย่าง เขาไม่จำเป็นต้องทำเพื่อเรา เหมือนกับว่าคุณเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไร เขามีเงินมากมาย แต่เขาก็ยังโดนยิงอยู่ดี และผู้คนก็พูดจาแย่ ๆ เกี่ยวกับเขา แต่เขาทำเพราะเขาต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอเมริกา และมันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”
ส่วนสาเหตุที่ต้องออกจากงานมิลเลอร์บอกว่า “ที่จริงแล้ว ฉันออกก่อนเวลาเพราะโทรศัพท์ของฉันกำลังจะแบตหมด และฉันมีรถเทสลา ดังนั้นฉันจึงขึ้นรถไม่ได้ มันน่าเศร้ามาก เพราะการอยู่ที่นี่มีความหมายมาก และฉันก็ขึ้นรถไม่ได้”
เวลา 10.05 น. ขณะที่ทรัมป์กำลังพูดถึงความสำคัญของการปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการฟ้องร้องในคดีแพ่งในคดีประพฤติมิชอบเนื่องจาก “ทำสิ่งที่ดี” ทรัมป์สูญเสียผู้ฟังไปประมาณ 1 ใน 3 หรือ 800 คนแล้ว
ในขณะนั้น สตีเฟน โรเซนบอม กำลังเดินกลับไปที่รถพร้อมกับลูกชายของเขา “ผมคิดว่าผมได้อะไรจากการชุมนุมเหล่านี้มากกว่าสิ่งอื่นใด และผมหวังว่าคนอื่นจะคิดแบบนั้น”
เขากล่าวว่า “เขาแสดงให้เห็นด้านมนุษยธรรม คุณรู้ไหมว่า เราได้ชมการชุมนุมของบัตเลอร์สด ๆ ทางโทรทัศน์เมื่อการลอบสังหารเกิดขึ้น มันแย่มาก แต่คุณรู้ไหม ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้น เขากล่าวว่าเราแค่ต้องการทำให้ประเทศเป็นสถานที่ที่ดีขึ้น”
โรเซนบอมไปร่วมการหาเสียงหลายครั้งแล้ว “เราอยากเห็นมัน อยากเห็นมันในชีวิตจริง เราต้องการเห็นมันสด ๆ แต่พรุ่งนี้ลูกชายผมต้องไปโรงเรียน และตอนนี้เขาก็มาถึงส่วนที่เราเห็นกันมามากพอแล้ว เรารู้ดีว่ามันจะจบลงอย่างไร เราแค่อยากเห็นมันสด ๆ”
เรียบเรียงจาก The Guardian