สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ รายงานว่า บรรยากาศฝั่งทีมหาเสียงของทรัมป์ในขณะนี้ เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ พวกเขาเชื่อว่า ทรัมป์จะสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ได้ใน 6 จาก 7 รัฐสวิงสเตท ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมงานของเขา เลือกใช้กลยุทธ์ลงพื้นที่หาเสียงในรัฐที่ปกติไม่ใช่ฐานเสียงของรีพับลิกันมากขึ้น ในช่วงโค้งสุดท้าย
เห็นได้จากเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ทรัมป์เลือกลงพื้นที่หาเสียงในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่เขาแพ้ด้วยคะแนนส่วนต่างค่อนข้างมาก ทั้งในปี 2016 และ 2020 และเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา เจดี แวนซ์ คู่หูชิงรองประธานาธิบดีของทรัมป์ ลงพื้นที่หาเสียงในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของทรัมป์ระบุว่า เป็นรัฐที่ต้องจับตา แม้ว่าโพลล่าสุดจะชี้ว่า แฮร์ริสมีคะแนนนำทิ้งห่างหลายจุดก็ตาม
อัจฉริยะแฉ! ตร.หิ้วสอบคนใกล้ชิดทนายตั้มตัวย่อ "บ" รับสารภาพหมดเปลือก!
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า การชิงแสดงความมั่นใจของทรัมป์และพันธมิตร อาจเป็นการสร้างเงื่อนไข เพื่อปูทางไปสู่ข้อกล่าวหาโกงการเลือกตั้ง หากผลไม่ออกมาอย่างที่พวกเขาหวังไว้หรือไม่
มาสรุปผลสำรวจความนิยมล่าสุดใน 7 รัฐสวิงสเตท ที่จะมีส่วนตัดสินชี้ขาดผลการเลือกตั้ง พบว่า แฮร์ริส มีคะแนนนำทรัมป์ใน 2 รัฐ คือ มิชิแกน (แฮร์ริสได้ 48% / ทรัมป์ได้ 47%) และวิสคอนซิน (แฮร์ริสได้ 48.2% / ทรัมป์ได้ 47.4 %)
ฝั่งทรัมป์ มีคะแนนนำแฮร์ริสใน 3 รัฐ คือ แอริโซนา (ทรัมป์ได้ 48.8 % / แฮร์ริสได้ 46.7%), นอร์ทแคโรไลนา (ทรัมป์ได้ 48.4 % / แฮร์ริสได้ 47.1%) และจอร์เจีย (ทรัมป์ได้ 48.6 % / แฮร์ริสได้ 47.1%)
ส่วนอีก 2 รัฐที่เหลือ คือ เพนซิลเวเนีย และเนวาดา คะแนนสูสีกันที่ประมาณ 47% ต่างกันเล็กน้อยในระดับจุดทศนิยมเท่านั้น โดยที่เพนซิลเวเนีย ทรัมป์ได้ 47.9% / แฮร์ริสได้ 47.7% และที่เนวาดา ทรัมป์ได้ 47.7 % / แฮร์ริสได้ 47.3%
ขณะเดียวกัน มีผลโพลที่น่าตกใจ ออกมาจากรัฐไอโอวา เมื่อแฮร์ริส พลิกขึ้นนำทรัมป์ 47% ต่อ 44% ทั้งที่ไอโอวา เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน และไม่ใช่รัฐสวิงสเตท
โดยในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลังสุด ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ ด้วยคะแนนส่วนต่างเกือบ 10 จุด
ผลโพลที่ออกมา สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิง และผู้ที่ไม่ชอบทั้ง 2 พรรคการเมือง น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้แฮร์ริสพลิกขึ้นนำ
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ ที่ระบุว่า โพลมั่ว แต่ดูเหมือนบรรยากาศความมั่นใจในฝั่งทรัมป์จะยังคงเต็มเปี่ยม