ระหว่างการชี้แจงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ผู้นำเยอรมนี ระบุว่า การส่งกำลังทหารไปยูเครนก่อนการหยุดยิงอย่างถาวรเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ยังไม่ควรถูกพูดถึง หากกระบวนการเจรจาสันติภาพยังไม่เริ่มต้นขึ้น
คำชี้แจงของ ชอลซ์ มีขึ้นหลังจากที่ แอนนาเลนา แบร์บ็อค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระหว่างการประชุมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ว่าเยอรมนียังไม่ปิดโอกาสที่จะส่งทหารรักษาสันติภาพไปประจำการในยูเครน
นายกรัฐมนตรี ชอลซ์ ระบุว่า คำพูดของ แบร์บ็อค เป็นการตอบคำถามในกรณีที่สันติภาพเกิดขึ้นแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าได้ทำความเข้าใจกับทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่ารัฐบาลเยอรมนีจะทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้การสู้รบนยูเครนขยายวงเป็นสงครามระหว่างรัสเซียและนาโต
โดยก่อนหน้านี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า ฝรั่งเศสและอังกฤษ กำลังพิจารณาส่งกำลังทหารไปยังยูเครนเพื่อทำหน้าที่รักษาสันติภาพ และบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง หากรัสเซียและยูเครนตกลงที่จะเจรจากัน
สอดคล้องกับรายงานของ สำนักข่าวกรองฝ่ายต่างประเทศของรัสเซีย ที่ระบุว่าชาติตะวันตกบางประเทศกำลังพิจารณาส่งทหารรักษาสันติภาพ ซึ่งอาจมีมากถึง 100,000 นาย เข้าสู่ยูเครน
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ว่า การส่งทหารจำนวนมากเช่นนี้เท่ากับเป็นการยึดครองยูเครน และซื้อเวลาให้รัฐบาลของ ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ในการฟื้นฟูขีดความสามารถทางการทหาร เพื่อกลับมาสู้รบกับรัสเซียอีกครั้ง