เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียซึ่งบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันกว่า 4,300 ตันจมลงในทะเลดำ หลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายพายุพัดกระหน่ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางระบบนิเวศ ขณะที่เรือลำที่ 2 ถูกซัดเกยตื้น
สื่อรัสเซียระบุว่า เรือบรรทุกสินค้าดังกล่าวคือ Volgoneft-212 ขนาด 136 เมตร และมีลูกเรือ 15 คน ได้ถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดจน “เรือหักครึ่ง” จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของแคว้นไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง ห่างจากช่องแคบเคิร์ช 8 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิตย่างน้อย 1 ราย
11 อาหารช่วยคลายเครียด กระตุ้นสารความสุข เสริมวิตามินลดความเมื่อยล้า
เจ้าหน้าที่สืบสวนของรัสเซียได้ดำเนินการสอบสวนคดีอาญา 2 คดี เพื่อตรวจสอบการละเมิดความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น
เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวกำลังบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงหนักเกรดต่ำที่เรียกว่ามาซุต (Mazut) 4,300 ตัน
หน่วยฉุกเฉินของรัสเซียได้เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยโดยใช้เรือลากจูงและเฮลิคอปเตอร์ Mil Mi-8 โดย อเล็กเซ คุซเนตซอฟ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรัสเซีย บอกว่า มี 11 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ในจำนวนนี้ 2 คนมีอาการสาหัส
ส่วนเรือขนบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่งคือ Volgoneft-239 ขนาด 132 เมตร ประสบปัญหาในบริเวณเดียวกัน โดยบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 4 ตัน และได้แเกยตื้นห่างจากฝั่ง 80 เมตร ใกล้กับท่าเรือทามัน (Taman) ทางตอนใต้สุดของช่องแคบเคิร์ช
ต่อมาหน่วยฉุกเฉินระบุว่า ความพยายามอพยพลูกเรือ 14 คนของ Volgoneft-239 ต้องชะงักชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย โดยทีมกู้ภัยได้ติดต่อกับเรือลำดังกล่าวแล้ว
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตของการรั่วไหลของน้ำมันหรือสาเหตุที่เรือบรรทุกน้ำมันลำแรกได้รับความเสียหายร้ายแรง
ทั้งนี้ เรือที่จม หรือ Volgoneft-212 มีอายุ 55 ปีแล้ว โดยเพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ส่วนกลางถูกตัดออก ส่วนท้ายเรือและหัวเรือถูกเชื่อมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นรอยต่อขนาดใหญ่ตรงกลาง ซึ่งส่วนนี้ดูเหมือนจะหักจากเหตุการณ์นี้
ด้านประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ได้สั่งให้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเพื่อจัดการกับปฏิบัติการกู้ภัยและบรรเทาผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมัน
นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่า หากผลิตภัณฑ์น้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลดำ จะทำให้ระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอยู่แล้วได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
เรียบเรียงจาก The Guardian