วันที่ 2 ธ.ค. ครูฝึกการบินและนักบินหลายคนที่บินมายังท่าอากาศยานนานาชาติมูอันในจังหวัดชอลลาใต้หลายครั้ง เปิดเผยว่า พวกเขาไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีเนินคอนกรีตสำหรับติดตั้งเสาระบุตำแหน่ง (Localizer) อยู่ที่ปลายรันเวย์
เอ (นามสมมติ) ครูฝึกการบินและนักบินที่เคยบินมาท่าอากาศยานมูอันมาหลายครั้งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า “ผมเห็นเนินนั้นด้วยตาเปล่าจากท้องฟ้าขณะนำเครื่องขึ้นและลงจอดเป็นเวลาหลายปี แต่ผมคิดว่ามันเป็นกองดินโดยธรรมชาติ ผมไม่เคยคิดว่ามันจะทำจากคอนกรีต”
เขาเสริมว่า “มันไม่ได้เขียนไว้ในแผนภูมิของท่าอากาศยานหรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นบล็อกคอนกรีตสูง 2 เมตรและหนา 4 เมตร และเราไม่เคยได้รับคำแนะนำแยกต่างหากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นนักบินคนอื่นจึงไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน”
ในส่วนของการที่เครื่องบินชนนกซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของโศกนาฏกรรมเจจูแอร์ นักบินเอกล่าวว่า ปกตินักบินจะให้ความสำคัญกับฝูงนกผ่านระบบ ATIS (Aviation Technical Information System) และระบบข้อมูลสภาพอากาศอยู่เสมอ แต่ยอมรับว่า มูอันเป็นสนามที่มีความเสี่ยงจะเกิดเหตุชนนกได้สูง
นักบินเอกล่าวว่า “ผมเคยเจอนกชนปีกและส่วนอื่น ๆ ของเครื่องบินประมาณปีละครั้ง ผมตรวจสอบสภาพอากาศเป็นประจำ และล่าสุดสนามบินมูอันได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนกทุกวัน และเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศยังติดต่อผมเมื่อมีนกอยู่ใกล้รันเวย์ด้วย”
เขากล่าวต่อว่า “นกตัวเล็กจะหลีกเลี่ยงเครื่องบินด้วยตัวเอง แต่ว่านกขนาดใหญ่ เช่น นกอินทรีและเหยี่ยว ไม่กลัวเครื่องบิน ดังนั้นนักบินจึงต้องหลีกเลี่ยงนกเหล่านี้ด้วยตัวเอง”
สำหรับเครื่องบินเจจูแอร์เที่ยวบินที่ 7C 2216 ที่ประสบเหตุไถลออกนอกรันเวย์และระเบิดนั้น ได้รับสัญญาณจากหอควบคุมเมื่อเวลา 8:57 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. ว่ามีนกอยู่ใกล้รันเวย์
แต่เพียง 2 นาทีต่อมา เวลา 8:59 น. นักบินสายการบินเจจูแอร์ได้ส่งสัญญาณฉุกเฉิน (เมย์เดย์) เนื่องจากถูกนกชนระหว่างการพยายามลงจอดครั้งแรก และพยายามบินวนกลับ
ขณะพยายามลงจอดครั้งที่ 2 เครื่องบินได้ไถลบนรันเวย์ก่อนจะชนเข้ากับเนินคอนกรีตที่ปลายรันเวย์ ส่งผลให้เกิดการระเบิด ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตรวม 179 ราย มีลูกเรือเพียง 2 คนที่รอดชีวิตมาได้
เรียบเรียงจาก Yonhap