กระแสการเมืองโลกขณะนี้กำลังเดินหน้าไปอย่างเข้มข้น จากกรณีการพบกันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครน ที่ปะทะคารมกันอย่างดุเดือดจนที่สุดไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทำให้การเจรจาล้มเหลว เต็มไปด้วยการด่าทอ การโจมตี การกดดัน ทำให้หลายฝ่ายมองว่าสงครามยูเครนรัสเซียอาจยกระดับความรุนแรงขึ้นไปอีก รวมถึงตั้งคำถามคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
ดร.อดุลย์ กำไลทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย และ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับ PPTV เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk ไว้อย่างน่าสนใจ
สหรัฐฯ เข้าข้างรัสเซีย โมเมนต์พลิกประวัติศาสตร์
ดร.อดุลย์ กล่าวว่า เหตุการณ์เจรจาที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่จากคู่ขัดแย้งรัสเซีย-สหรัฐฯ กลายมาเป็นสหรัฐฯ เข้าข้างรัสเซีย และออกตัวแทนรัสเซียในทุกเรื่อง และในวันที่พูดคุยกับเซเลนสกีมีการดันจนเซเลนสกีแทบไม่มีทางเลือก ต้องยอมตามในสิ่งที่ทรัมป์บอกทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าทางรัสเซีย
ดร.อดุลย์ มองว่า จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คือนโยบาย America First ของทรัมป์ที่เน้นประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก และความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอเมริกาก็ค่อนข้างได้รับผลกระทบเพราะหมดงบประมาณไปเยอะ แต่ไม่มีความคืบหน้า หรืออาจมีดีลลับระหว่างทรัมป์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย หรือไม่ ที่ทำให้ทุกอย่างดูผิดปกติ
นอกจากนี้ยังมีอีกเทรนด์หนึ่งในวงนักวิชาการรัสเซีย คือ อาจเป็นนโยบายการลด Eurocentric หรือบทบาทของยุโรปที่ถือว่าเป็นผู้นำการเมืองโลกมาตลอดในศตวรรษที่ 16 เรื่อยมา ทว่าแนวทางของสหรัฐฯ คือต้องการเป็นเบอร์หนึ่งตลอด จึงต้องพยายามให้ประเทศคู่แข่งหรือใครที่เริ่มมาบดบังรัศมีหรืออำนาจของสหรัฐฯ ให้อ่อนค่าลง
ทำให้บางคนมองว่าสงครามรัสเซียยูเครนเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ การลดบทบาทของรัสเซียได้ในกรณีที่โดนคว่ำบาตร ขณะเดียวกันก็ลดบทบาทของยุโรปด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วในเกมนี้ยุโรปเสียฟอร์มไป
ดร.อดุลย์ มองว่า การที่เซเลนสกีเดินไปหายุโรป อังกฤษ ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ขระเดียวกันทางยุโรปก็ต้องเดินเกมนี้ เนื่องจากว่าไม่ใช่แค่เรื่องของหน้าตา แต่จะมองว่าหากยูเครนแพ้จะเท่ากับยุโรปแพ้ด้วย ทำให้ยุโรปยอมไม่ได้ แต่ก็ต้องมาวัดว่าสิ่งที่ยุโรปทำในขณะนี้จะทำได้หรือไม่ เพราะผู้สนับสนุนหลักกว่า 80% ตลอด 3 ปี คือสหรัฐฯ สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องรอดู
เจาะการเจรจาสหรัฐฯ - ยูเครน เก็ง 2 พื้นที่ ทรัมป์เล็งฮุบ
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า สไตล์การทูตของทรัมป์เป็นแบบนักอสังหาริมทรัพย์ ดูกำไรขาดทุน ขณะเดียวกันก็เป็นการทูตของผู้อาวุโส เน้นเป้าในการเจรจา ขณะเดียวกัน เซเลนสกี อายุเพียง 47 ปี อ่อนกว่าทรัมป์มาก ถึงขนาดไปเถียงกับทรัมป์ในธรรมเนียบขาวเรื่องธรรมเนียมทางการทูต สิ่งนี้ทำให้นักอเมริกันนิยมสายชาตินิยมรับไม่ได้ ทำให้ต่อไปเซเลนสกีอาจต้องเน้นพึ่งพายุโรปอย่างเดียว
กรณีลด Eurocentric ถือว่าน่าสนใจ โดนัลด์ ทรัมป์ เน้นสหรัฐฯ มาเป็นอันดับหนึ่งกับทำอย่างไรก็ได้ให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จึงต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในบางภูมิภาคทางยุทธศาสตร์ลง และมาเน้นในภูมิภาคที่สำคัญต่อผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ จริง ๆ
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวต่อว่า ณ วันนี้มีพื้นที่หลัก 2 แห่งของโลกที่ทรัมป์กำลังจับจ้อง 1) ซีกโลกตะวันตกในส่วนที่เป็นทวีปอเมริกา ประกอบด้วยโซนอเมริกาเหนือ กลาง ใต้ และเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งทรัมป์พยายามสถาปนาให้สหรัฐฯ ยิ่งใหญ่ในดินแดนเหล่านี้อีกครั้งตามหลักการของ เจมส์ มอนโร อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อราว 200 ปีที่แล้ว กับอีกพื้นที่หนึ่งคือ 2) อินโด-แปซิฟิก เพื่อมาถ่วงดุลกับประเทศจีน
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า สงครามรัสเซียยูเครนนั้นลากยาวเกินไป แม้กระทั่งสหภาพโซเวียตในอดีตก็มีการลากทรัพยากรมาลงกับการทำสงครามในอัฟกานิสถานจนทำให้ประเทศอ่อนแอ ซึ่งอาจมองได้ว่าหากสหรัฐฯ จมปลักอยู่กับการทำสงครามในยูเครนอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่ได้จริง ๆ น่าจะเป็นอินโด-แปซิฟิก หรือพื้นที่เป้าหมายดั้งเดิมคือ ทวีปอเมริกา
รัสเซียอาจขยี้เพิ่ม หากเจรจาสันติภาพยังไม่ยุติ
ดร.อดุลย์ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สงครามรัสเซียยูเครนเป็นสงครามตัวแทน จริง ๆ แล้วเป็นสงครามระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ มากกว่า รวมถึงการเจรจาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ายูเครนดำเนินนโยบายทางการต่างประเทศที่ผิดพลาดในช่วงที่ดึงต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ท้ายที่สุดแล้วยูเครนไม่มีความเป็นเอกเทศแล้วในแง่ของการกำหนดนโยบายต่างประเทศ หลังจากนี้ไปยูเครนเป็นรัฐที่จะต้องพึ่งพามหาอำนาจตลอดเวลา แม้จะมีอธิปไตยในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในแง่ปฏิบัตินั้นค่อนข้างจะลำบาก
ดร.อดุลย์ กล่าวว่า หากขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องของการเจรจาสันติภาพ รัสเซียอาจต้องขยี้เพิ่ม เพราะในเมื่อพี่ใหญ่ไม่รับประกันความมั่นคงแล้ว ก็ต้องขยี้ลงไปเพื่อบีบให้ยุโรปถอนตามไป เพราะถ้าไม่ถอนตามไปก็ต้องไปขอให้สหรัฐฯ กลับมา และสหรัฐฯ จะบอกว่าหากต้องการให้ช่วยก็ต้องทำตามที่สหรัฐฯ บอก สุดท้ายก็เข้าทางสหรัฐฯ หมด
ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากทรัมป์มองว่า โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่โง่เขลา จากการลงทรัพยากรมหาศาลมาที่ยูเครน จึงต้องถอนทุนคืน จนนำไปสู่ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ขย้ำบีบเซเลนสกีให้จนมุมตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ซึ่งท่าทีของทรัมป์ก็แสดงให้เห็นว่า มองว่าเซเลนสกีไม่มีไพ่อะไรในมือ จะเอาอะไรมาต่อรอง และยังมีความก้าวร้าว เถียง อภิปรายต่อหน้าศูนย์อำนาจในทำเนียบขาว
ซึ่งหลังจากนี้ตนไม่แน่ใจว่า ทรัมป์ อาจลดเพดานความช่วยเหลือ หรือระงับการช่วยเหลือทางการทหารต่อยูเครนอย่างน้อยสักระยะหนึ่ง และตนไม่รู้ว่าการดำเนินการภายในยูเครนจะมีการเลือกตั้งใหม่หรือมีรัฐประหารหรือไม่ เพราะทรัมป์ไม่สบอารมณ์เซเลนสกีแล้ว ควรเปลี่ยนผู้นำใหม่เพื่อให้คุยชักจูงได้ง่าย
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ดูมีแนวโน้มเข้ามาควบคุมบทบาทการเมืองของยูเครนได้ ตั้งแต่การปฏิวัติสีส้ม ที่มีพลังของสหรัฐฯ เข้ามาบ้าง และสหรัฐฯ ก็มีทักษะความชำนาญในเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งสนามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนผู้นำ มีการปฏิวัติ ซึ่งพลังของฝ่ายขวาหลายประเทศที่ลุกฮือขึ้นมาก็เป็นการช่วยจากยุทธศาสตร์ปิดล้อมคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ ด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ อาจไม่สามารถกำกับเส้นทางเปลี่ยนผ่านการเมืองของยูเครนได้แต่เพียงฝ่ายเดียวได้โดยเร็ว หากปราศจากความร่วมมือกับรัสเซีย ซึ่งทรัมป์อาจต้องเจรจากับปูติน
ฉากสุดท้ายยูเครน อาจต้องเป็นรัฐกันชน
ดร.อดุลย์ กล่าวว่า ความร่วมมือของ สหรัฐฯ กับ รัสเซีย อาจไม่เรียกว่าเป็นการรวมอำนาจ แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ตรงกันพอดี รัสเซียอายากให้สงครามจบเพราะบอบช้ำมามากกับปัญหาเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ก็อยากประหยัดค่าใช้จ่าย และต้องการทำให้นโยบาย America First เกิดขึ้น
ซึ่งยูเครนถือเป็นรอยรั่วสำคัญในแง่ของเศรษฐกิจ และสหรัฐฯ ไม่ได้มองรัสเซียเป็นหลัก แต่มองที่จีนมากกว่า จึงออมแรงไว้ในฝั่งตะวันตก และเตรียมพร้อมมาที่ฝั่งอินโด-แปซิฟิก ซึ่งจะช่วยเสริมการปะทะระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ส่วนการเข้ามาเปลี่ยนแปลงอำนาจการนำยูเครนของสหรัฐฯ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะที่ผ่านมาในยุคที่รัสเซียมีอิทธิพลก่อนเกิดสงครามกับยูเครน รัสเวียจะสนับสนุนประธานาธิบดีที่สนับสนุนรัสเซียตลอด ยิ่งตอนที่สหรัฐฯ เข้ามาฝั่งเดียวกับรัสเซียแล้ว การเปลี่ยนผู้นำของยูเครนไม่ใช่เรื่องยาก แต่อาจต้องใช้วิธีการที่ไม่น่าเกลียด ไม่ค้านสายตาชาวโลก เพราะขณะนี้ก็มีเสียงประณามทั้งปูตินและทรัมป์ ที่ทำอะไรพิสดารและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ดร.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ยูเครนยังพอมีทางต่อกรกับรัสเซีย แต่อาจเป็นการหาทางลงที่เจ็บปวดน้อยที่สุด คือถ้าต้องมีการเจรจาสันติภาพจริง ๆ อย่างน้อยยูเครนต้องมีอะไรรับประกันด้านอธิปไตยในอนาคต หรือจะไม่ถูกบุกยึดจากรัสเซียอีกในอนาคต แต่ถ้าหากต้องการดินแดนคืนจากรัสเซีย ปูตินคงไม่ยอม
ท้ายที่สุดแล้ว ยูเครนอาจต้องวางตัวเป็นรัฐกันชนที่อยู่ตรงกลาง ไม่มีสิทธิฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะถ้าฝักใฝ่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากอีกฝั่งทันที
ย้อนรอยเหตุการณ์ปี 1938 กงล้อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้?
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ระบบความมั่นคงในยุโรป จำเป็นต้องกันแสนยานุภาพทางทหารของรัสเซียจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้น และถ้ายูเครนระส่ำระส่ายก็มีอะไรเป็นหลักประกันว่าประเทศรายต่อไปจะเป็ฯโปแลนด์หรือเปล่า หรือจะเข้ามาถึงเยอรมนี กงล้อทางประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยได้ เพียงแต่เป็นคนละเวลาคนละบริบท
รศ.ดร.ดุลยภาค อธิบายว่า ตนนึกถึงข้อตกลงหนึ่งของสงครามรัสเซียยูเครน คือ ข้อตกลงมินสก์ ก่อนสงครามปะทุ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีโฟกัสไปที่ภูมิภาคดอนบาสก์ ที่มีกลุ่มกระด้างกระเดื่องต่อยูเครนซึ่งรัสเซียเข้ามาหนุน และมีการพูดถึงการค้ำยันความมั่นคง การหยุดยิงต่าง ๆ ที่เซเลนสกีพูดกับทรัมป์เมื่อไม่กี่วันก่อน อย่างไรก็ตาม ปูตินได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้เกิดการบุกยูเครนขึ้น
ซึ่งหากเราย้อนไปในประวัติศาสตร์ยุโรปราวปี ค.ศ. 1938 เป็นช่วงที่นาซีเยอรมนีเข้าไปยึดดินแดนตะวันตกของอดีตเชโกสโลวาเกีย จากนั้นไปทำข้อตกลงมิวนิกโดยมีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และบางรัฐในยุโรปร่วมเป็นสักชีพยาน ข้อตกลงนั้นคือการยอมรับการผนวกดินแดนของเยอรมนี อดีตเชโกสโลวาเกียต้องเขียนดินแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไปให้กับเยอรมนี
ทว่าแทนที่เยอรมนีจะมองว่าเป็นการยึดครั้งสุดท้ายแล้ว แต่เป็นความอัปยศของมิวนิกเนื่องจากเยอรมนีใช้จุดนี้เป็นฐานขยายกำลังในการทำสงครามโลกต่อไป ดังนั้นหากกลับมาในยุคปัจจุบันไม่มีหลักประกันว่ารัสเซียจะยุติการยึดครองอาณาเขตส่วนอื่นของยุโรป ซึ่งถึงแม้จะมีข้อตกลงอยู่ แต่บางประเทศก็เคยพยศมาแล้ว ทำให้ยุโรปกลัวว่าหากปราศจากความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ แล้ว และยุโรปต้องทุ่มกำลังพลมายันที่ยูเครนอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่ และต่อให้มีข้อตกลงเสร็จสรรพก็ไม่รู้ว่ารัสเซียจะบุกต่อหรือเปล่า
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ขณะนี้รัฐในภาคพื้นยุโรปที่น่าจะเครียดพอสมควรคือ โปแลนด์ เพราะพรหมแดนโปแลนด์อยู่ติดกับยูเครน รวมถึงในอดีตสหรัฐฯ เคยมาตั้งกองทัพเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศให้กับโปแลนด์ รวมถึงมีการเล็งจรวจระยะไกลที่สามารถยิงไปได้ถึงกรุงมอสโก ฉะนั้นถ้ายูเครนพ่ายแพ้ รายต่อไปน่าจะเป็นโปแลนด์ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงความมั่นคงของสหภาพยุโรปอย่างเดียว แต่หมายถึงนาโต (NATO) ด้วย