อย่างที่ทราบกันว่า เทคโนโลยีของมนุษย์เราในปัจจุบันยังไม่สามารถทำนายหรือพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้าแม่นยำ 100% สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการเตรียมตัวและรับมือสถานการณ์เมื่อมันเกิดขึ้น
แต่การจะรับมือแผ่นดินไหวให้ได้ทันท่วงทีนั้น จำเป็นจะต้องมีระบบการเตือนภัยที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งหลายคนคงจะนึกถึงประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทยตอนนี้ นั่นคือ “SMS ALERT” หรือการแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่านทาง SMS
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าคือ “ประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ “ไม่กี่วินาที” ก่อนที่แผ่นดินไหวจะมาถึง ซึ่งแม้จะแค่ไม่กี่วินาที แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้รู้ตัวก่อนนั้น ช่วยชีวิตคนญี่ปุ่นมานักต่อนักแล้ว
เพจ มิตรเอิร์ธ และ JapanSalaryman ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนี้
ระบบแจ้งเตือนของญี่ปุ่นคือ “ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวฉุกเฉิน” (Earthquake Early Warning System, EEWS) คือระบบที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหว เครือข่ายการสื่อสารความเร็วสูง รวมไปถึงอุปกรณ์เตือนภัยรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ เพื่อเตือนภัยแผ่นดินไหว ภายในห้วงเวลาที่แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวกำลังจะเข้าปะทะในแต่ละพื้นที่
โดยเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง จะเกิดคลื่นไหวสะเทือนออกมาเป็นชุดตามลำดับ เริ่มจากคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ ซึ่งมีแรงสั่นต่ำเกิดขึ้นมาและเดินทางไปที่ต่าง ๆ เป็นชุดแรก ตามมาด้วยคลื่นผิวโลกหรือคลื่นพื้นผิวซึ่งมีอานุภาพในการทำลายล้างสูงตามมาในภายหลัง
โดยคลื่นปฐมภูมิหรือ P-Wave นั้นเดินทางเร็ว 7 กม./วินาที ส่วนคลื่นพื้นผิวหรือคลื่นหลัก S-Wave นั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 4 กม./วินาที
การทำงานของระบบ EEWS จึงอาศัยการตรวจจับคลื่นปฐมภูมิ ซึ่งมีแรงสั่นที่เบาที่สุด แต่วิ่งเร็วที่สุดในบรรดาคลื่นทั้งหมด โดยสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวจะจับคลื่นปฐมภูมิได้ก่อน โดยที่ยังไม่ได้รับความเสียหายมากนัก จากนั้นทั้งคอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารจะส่งข้อมูลอย่างด่วนจี๋ ส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์เตือนภัยให้กระจายข่าวไปทั่ว ก่อนที่คลื่นอื่น ๆ โดยเฉพาะคลื่นผิวโลกที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง จะวิ่งตามมา
ระบบเตือนภัยแบบอาศัยคลื่นปฐมภูมิ เริ่มมีให้เห็นเป็นครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปี พ.ศ. 2533 เรียกระบบ Quake Guard
ในขณะที่ประเทศโด่งดังเรื่องการโดนแผ่นดินไหวอย่างญี่ปุ่น เพิ่งจะมาสนใจอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อปี พ.ศ. 2550 จากการติดตั้งของบริษัทเอกชนเพื่อใช้หยุดรถไฟหัวจรวดความเร็วสูงชินคันเซ็น
ต่อมา กรมอุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency, JMA) จึงเริ่มขยายกระจายเครือข่ายการเตือนภัยไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ
การทำงานของระบบเตือนภัยฉุกเฉินแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น เริ่มจากว่า ทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว บรรดาสถานีตรวจวัดที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกว่า 4,235 สถานี (ข้อมูลเมื่อวันที่ 1 เดือนเมษายน พ.ศ. 2553) ถ้ามีสถานีใดเพียงสถานีเดียว ตรวจวัดคลื่นปฐมภูมิได้ก่อน สถานีนั้นจะส่งข้อมูลไปยังส่วนกลางเพื่อคำนวณ ตำแหน่ง ขนาด และระดับความรุนแรงแผ่นดินไหว ที่พื้นที่ต่าง ๆ นั้นมีโอกาสได้รับ
จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปเผยแพร่ด้วยเครือข่ายการสื่อสาร ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งทีวี วิทยุ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ โดยรูปแบบการเตือนภัยจะบอกระดับแรงสั่นสะเทือนและนับเวลาถอยหลังที่เหลือ 5 4 3 2 1 ก่อนที่ ณ ตำแหน่งที่ตั้งของทีวี วิทยุ หรือโทรศัพท์เหล่านั้นจะถูกแรงสั่นสะเทือนเข้าปะทะ
โดยหากอยู่ในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับแรงสั่นไหวแรง เสียงเตือนจะดังขึ้นทันที พร้อมข้อความแจ้งเตือน รถไฟชินคันเซ็นจะหยุดวิ่งทันที โรงงานและเครื่องจักรขนาดใหญ่จะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว
นอกจากนี้ ในขณะที่ระบบการประมวลผลจากข้อมูลเพียง 1 สถานีกำลังทำงานอยู่ และส่งข่าวไปพลาง ๆ เมื่อมีจำนวนสถานีตรวจวัดคลื่นปฐมภูมิได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบก็จะวนกลับมาคำนวณ ปรับปรุงผลการวิเคราะห์ใหม่ และส่งข่าวเตือนภัยที่แม่นยำขึ้น อัปเดตออกไปเป็นระยะ ๆ แบบอัตโนมัติ
ด้วยหลักการทำงานที่ว่ารอให้เกิดแผ่นดินไหวแน่ ๆ ก่อนแล้วค่อยเตือน ดังนั้นเจตนารมณ์หลักของการเตือนภัยโดยใช้คลื่นปฐมภูมินี้ จึงไม่ใช่การเตือนเพื่อให้ทุกคนแต่งหน้าทาปากแล้วเดินเนิบ ๆ ออกจากบ้าน เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเตือนภัยฉุกเฉิน ดังนั้นจึงมีเวลาไม่มากนักให้คิดให้ทำก่อนที่คลื่นชุดใหญ่ ๆ จะมา
แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการเตือนภัยแบบนี้คือ ช่วยยับยั้งระบบสาธารณะสำคัญ ๆ บางอย่างที่อาจเกิดความเสียหายและเป็นอันตรายได้ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เช่น เตือนรถไฟความเร็วสูงให้ชะลอความเร็ว เตือนลิฟต์ในอาคารให้คนที่กำลังคิดจะเข้าไปนั้นถอยออกมา หรือเตือนประชาชนที่ทำงานเสี่ยง ๆ ให้หยุดชั่วคราว เช่น หมอกำลังผ่าตัดสมอง พนักงานเช็ดกระจกบนตึก ตลอดจนเตือนฝูงชน โดยเฉพาะที่กำลังอยู่ในอาคาร เพื่อเตรียมพร้อมจัดแจงการหนีแบบไม่ลนลานหรือแย่งกันออกจนต้องเหยียบกันตาย เป็นต้น
JapanSalaryman ระบุว่า ถึง EEWS จะมีประโยชน์มาก แต่มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% เพราะระบบนี้เองมีข้อจำกัดอยู่ เช่น ถ้าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้มาก P-Wave และ S-Wave อาจเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ระบบไม่มีเวลาส่งแจ้งเตือนได้ทัน หรือบางครั้งอาจเกิดการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Alarm) เพราะระบบคำนวณแรงสั่นสะเทือนไม่ตรงกับของจริง นอกจากนี้พื้นที่ที่อยู่ห่างจากเครือข่ายเซ็นเซอร์มาก ๆ ก็อาจได้รับการแจ้งเตือนช้ากว่าพื้นที่อื่น
ส่วนคำถามสำคัญว่า ทำไมญี่ปุ่นมีระบบนี้ แต่ไทยไม่มี? เหตุผลหลัก ๆ คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่ต่างกัน” ญี่ปุ่นมีเครือข่ายเซ็นเซอร์แผ่นดินไหวมากกว่า 1,600 จุดทั่วประเทศ และเครือข่ายโทรคมนาคมสามารถกระจายข้อมูลแจ้งเตือนผ่านมือถือได้ภายในเสี้ยววินาที แต่ไทยยังไม่มีระบบตรวจจับที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และระบบแจ้งเตือนผ่านมือถือในไทยก็ยังไม่มีการเชื่อมต่อโดยตรงกับข้อมูลแผ่นดินไหว นั่นหมายความว่า ถ้ามีแผ่นดินไหวในไทย เราจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว
JapanSalaryman ชี้ว่า ถ้าไทยมีระบบนี้ คนที่อยู่บนตึกสูงจะมีเวลาหลบใต้โต๊ะหรือหาที่ปลอดภัยก่อนที่แรงสั่นสะเทือนจะมาถึง และแค่ไม่กี่วินาทีก็ช่วยให้สามารถปิดแก๊ส หยุดลิฟต์ หรือแม้แต่หลบอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุดในอาคารได้ ส่วนโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญก็สามารถหยุดทำงานอัตโนมัติ รวมถึงลดโอกาสเกิดความเสียหาย ระบบขนส่ง เช่น รถไฟฟ้า อาจหยุดวิ่งทันที สุดท้ายยังป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือนได้ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก มิตรเอิร์ธ / JapanSalaryman