ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า เขาเปิดรับการเจรจากับยูเครนโดยตรงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนานกว่า 3 ปี โดยเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ปูตินให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐว่า เขามีทัศนคติเชิงบวกต่อความพยายามใด ๆ ในการสร้างสันติภาพ และหวังว่ายูเครนจะรู้สึกเช่นเดียวกัน
“เราพูดคุยกันเสมอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เรามีทัศนคติเชิงบวกต่อความคิดริเริ่มใด ๆ เพื่อสันติภาพ เราหวังว่าตัวแทนของรัฐบาลยูเครนจะรู้สึกเช่นเดียวกัน” ปูตินกล่าว
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี นัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันให้รัสเซียและยูเครนบรรลุตกลงหยุดยิงกันเสียที
ด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า คำพูดของประธานาธิบดีปูตินหมายความว่า เขาเปิดรับการเจรจาโดยตรง
เปสคอฟกล่าวว่า “เมื่อประธานาธิบดีกล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะหารือในประเด็นการไม่โจมตีเป้าหมายพลเรือน เจรจาทวิภาคี แปลว่าท่านประธานาธิบดีกำลังคิดถึงการเจรจาและหารือกับฝ่ายยูเครน”
แม้ว่าประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี จะไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเสนอล่าสุดของปูตินโดยตรง แต่ที่ผ่านมาเขาได้ส่งสัญญาณในการกล่าวสุนทรพจน์ทางวิดีโอทุกคืนว่า “ยูเครนพร้อมสำหรับการพูดคุยใด ๆ” เกี่ยวกับการหยุดยิงที่จะยุติการโจมตีพลเรือน
ขณะที่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เซเลนสกีได้เสนอข้อตกลงหยุดยิงที่จะ “ยุติการโจมตีโดยใช้โดรนและขีปนาวุธพิสัยไกลต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 วัน”
ซึ่งปูตินตอบว่า รัสเซียจะวิเคราะห์ทุกอย่างและตัดสินใจตามนั้น แต่ตั้งคำถามว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะยูเครนใช้สิ่งก่อสร้างพลเรือน เช่น ร้านอาหารและมหาวิทยาลัย เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร
ความเป็นไปได้ของการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่า จะถอนตัวจากความพยายามในการเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิง เว้นแต่จะมีความคืบหน้า ในเวลาเดียวกัน เขากล่าวเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ว่ามีความหวังว่าข้อตกลงจะใกล้สำเร็จ และอาจบรรลุได้ในสัปดาห์นี้ด้วยซ้ำ
เรียบเรียงจาก Al Jazeera