“ออกไป! ออกไป! ฮามาสจงออกไป! ฮามาสคือขยะ!”
เสียงตะโกนข้างต้นอาจเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดสำหรับหลายคน ที่ได้เห็นภาพชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาลุกฮือขึ้นมาประท้วงขับไล่กลุ่มฮามาส กลุ่มติดอาวุธซึ่งปกครองพื้นที่มานานเกือบ 20 ปี
โดยการประท้วงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และแม้จะไม่มีรายงานข่าวบ่อยนัก แต่ในช่วงเวลาหลังจากนั้น มีข้อมูลว่ายังคงเกิดการประท้วงอยู่เนือง ๆ
ล่าสุดสำนักข่าว BBC ได้ลงพื้นที่ฉนวนกาซาเพื่อพูดคุยกับผู้ที่ออกมาประท้วง โดยหลายคนมองว่า กลุ่มฮามาสเป็นผู้ที่ทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ที่ยากจนแห่งนี้ต้องประสบวิกฤตการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญในรอบกว่า 70 ปี
มูเมน อัล-นาตูร์ ทนายความในฉนวนกาซาและอดีตนักโทษการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์ฮามาสอย่างเปิดเผยมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า “โลกถูกหลอกด้วยสถานการณ์ในฉนวนกาซา”
เขาเสริมว่า “โลกคิดว่าฉนวนกาซาคือฮามาส และฮามาสคือฉนวนกาซา แต่เราไม่ได้เลือกฮามาส แต่ตอนนี้ฮามาสก็ตั้งใจที่จะปกครองฉนวนกาซาและผูกชะตากรรมของเราไว้กับชะตากรรมของตัวเอง”
เมื่อถามเขาว่ากลัวว่าการพูดออกมาแบบนี้อันตรายหรือไม่ อัล-นาตูร์ตอบว่า “เราต้องเสี่ยงและพูดออกมา ตอนนี้ผมอายุ 30 ปี ตอนที่ฮามาสเข้ายึดครองกาซา ผมอายุ 11 ขวบ ชีวิตของผมสูญเปล่าไปเพราะสงครามและความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น”
นับตั้งแต่ฮามาสเข้ายึดครองฉนวนกาซาในปี 2007 ก็มีสงครามใหญ่ 3 ครั้งกับอิสราเอลและความขัดแย้งเล็ก ๆ อีก 2 ครั้ง
อัล-นาตูร์กล่าวว่า “มนุษยชาติเรียกร้องให้เราเปล่งเสียงของเราออกมา แม้ว่าฮามาสจะปราบปรามเราก็ตาม”
แม้ที่ผ่านมาฮามาสจะยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับอิสราเอล แต่การลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขายังคงเกิดขึ้น เมื่อปลายเดือน มี.ค. โอเดย์ อัล-รูไบ วัย 22 ปี ถูกลักพาตัวไปจากศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยในเมืองกาซา ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ศพของเขาถูกพบโดยมีบาดแผลทั่วร่างกาย
อัล-รูไบเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านฮามาสเมื่อไม่นานนี้ ครอบครัวของเขากล่าวโทษฮามาสสำหรับการเสียชีวิตของเขาและเรียกร้องความยุติธรรม
ในงานศพของเขา ฝูงชนจำนวนหนึ่งเรียกร้องการแก้แค้นและเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ฮามาสออกจากกาซา
ด้าน อามิน อาเบ็ด ชาวกาซาที่ลี้ภัยไปดูไบ เล่าว่า เขาเกือบจะประสบชะตากรรมเดียวกัน หลังจากที่เขาตัดสินใจพูดออกมาต่อต้านฮามาส มีกลุ่มติดอาวุธสวมหน้ากากทำร้ายเขาจนหมดสติ กระดูกหักทั้งตัวและไตได้รับเสียหาย อาเบ็ดรอดชีวิตมาได้แต่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ
อาเบ็ดเชื่อว่า อำนาจของกลุ่มฮามาสกำลังลดลง “อำนาจของกลุ่มฮามาสเริ่มลดลง กลุ่มนี้มุ่งเป้าไปที่นักเคลื่อนไหวและพลเรือน ทุบตีและฆ่าพวกเขาเพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัว แต่มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อน”
การประท้วงล่าสุดบางส่วนแสดงให้เห็นว่า พลเรือนกำลังสูญเสียความกลัวต่อกลุ่มฮามาสไป เช่น ในพื้นที่ เบต ลาฮียา (Beit Lahiya) ทางตอนเหนือสุดของฉนวนกาซา เกิดการประท้วงต่อต้านที่ดุเดือดมาก
พยานคนหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ขัดขวางไม่ให้กลุ่มนักรบฮามาสใช้ชุมชนของพวกเขาเป็นพื้นที่ในการโจมตีกองกำลังอิสราเอล
เขาเล่าว่า กลุ่มฮามาสพยายามบุกเข้าไปในบ้านของชายชราคนหนึ่ง “พวกเขาต้องการยิงจรวดและกระสุนปืนประดิษฐ์เองจากภายในบ้านของเขา แต่เขาปฏิเสธ”
ไม่นานเหตุการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้น โดยญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านต่างก็ออกมาปกป้องชายชรา กลุ่มมือปืนเปิดฉากยิง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ในที่สุดชาวบ้านก็สามารถขับไล่กลุ่มติดอาวุธออกไปได้
พยานบอกว่า “ผู้ประท้วงไม่ได้หวาดกลัวกระสุนปืน พวกเขารุกคืบเข้ามาและบอกให้คนร้ายเก็บของของพวกเขาแล้วหนีไป เราไม่ต้องการคุณในที่แห่งนี้ เราไม่ต้องการอาวุธของคุณที่นำความหายนะและความตายมาให้เรา”
ในพื้นที่อื่น ๆ ในฉนวนกาซา มีผู้ประท้วงที่พยายามบอกกลุ่มฮามาสให้หลีกเลี่ยงการใช้โรงพยาบาลและโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่พลเรือนอาจได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล
แต่การท้าทายดังกล่าวยังคงมีความเสี่ยง ในเมืองกาซาซิตี กลุ่มฮามาสได้ยิงผู้ประท้วงเสียชีวิต 1 ราย
การเคลื่อนไหวประท้วงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ถึงขั้นกบฏ แต่หลังจากปกครองฉนวนกาซามาเกือบ 20 ปี สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ดูเหมือนว่า อำนาจการควบคุมกาซาของกลุ่มฮามาสได้เริ่มเสื่อมสลายลงแล้ว
เรียบเรียงจาก BBC